ฟันธง
กันยายน 16, 2007
สัปดาห์ที่ผ่านมาปี่กลองการเมืองถูกเป่าถูกตีกันอย่างครึกโครม โดยเฉพาะการรวมกลุ่มการเมืองสองกลุ่ม เพื่อตั้งพรรคการเมือง คือกลุ่มเพื่อแผ่นดินที่ประกอบด้วย กลุ่มเสนาะ เทียนทอง ที่ยอมสละพรรคประชาราช มารวมกับกลุ่มมัชฌิมาของสมศักดิ์ เทพสุทิน และกลุ่มสมานฉันท์ที่ไม่สมานฉันท์ของพินิจ จารุสมบัติ และอีกพรรคคือรวมใจไทยชาติพัฒนา โดยทั้งสองพรรคต่างหมายมั่นปั้นมือที่จะคว้า ดร.ศุภชัย พาณิชภักดิ์ มาเป็นหัวหน้า
ต่อไปนี้เป็นการฟันธงของคนเมือง จะเชื่อก็ได้ไม่เชื่อก็ได้ และจะผิดก็ได้จะถูกก็ได้ เพราะการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรอยู่แล้ว
ธงแรก ไม่มีทางที่ดร.ศุภชัยจะลาออกจากเลขาธิการอังค์ถัดกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองในเมืองไทยอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าพรรคไหนทั้งนั้นแม้แต่ประชาธิปัตย์ เพราะถ้า ดร.ซุปทำอย่างนั้นในภายภาคหน้าจะไม่มีองค์กรระหว่างประเทศองค์กรไหนไว้วางใจให้คนไทยให้ดำรงตำแหน่งสำคัญอีกเพราะกลัวลาออกทั้งที่ยังไม่ครบวาระ และเท่าที่ทราบเวลานี้ยังไม่มีใครเคยคุยกับ ดร.ซุปเรื่องนี้เลย ไม่ว่าจะเป็นกร ทัพรังสี หรือสุรเกียรติ เสถียรไทย
ธงที่สอง หลังเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคพลังประชาชนจะได้ ส.ส.ในจำนวนใกล้เคียงกัน อยู่ระหว่าง 130 ถึง 160 เสียง ถ้าพลังประชาชนได้มากกว่า อภิสิทธิ์จะไม่แย่งตั้งรัฐบาลแต่จะเปิดโอกาสให้พลังประชาชนจัดตั้งก่อน ตรงนี้แหละที่อาจเกิดโรคแทรกซ้อนได้ ถ้าพลังประชาชนตั้งไม่ได้เพราะไม่มีพรรคไหนร่วมมือด้วยซึ่งผมไม่เชื่อว่าจะมี พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นแกนตั้งรัฐบาล ถึงตรงนี้ขอฟันธงว่าโอกาสที่อภิสิทธิ เวชชาชีวะจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปมีมากกว่า 70%
ธงที่สาม พรรคชาติไทยกับพรรคเพื่อแผ่นดินจะได้ ส.ส.ในจำนวนใกล้เคียงกัน ระหว่าง 50 ถึง 80 เสียง และจะแย่งกันเข้าร่วมรัฐบาล แย่งกระทรวงกันอย่างหนักอาจถึงขั้นไม่มองหน้ากัน โดยมีพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาร่วมและพรรคมหาชนร่วมผสมโรง
ฟันธงที่สี่ พรรคเพื่อแผ่นดินจะได้สุวิทย์ คุณกิตติ ที่ไม่มี ส.ส.ในมือเลยและไม่ติดบ้านเลขที่ 111 เป็นหัวหน้าพรรค
ฟันธงที่ห้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาจะได้ พล.ต.อ.ประชา พรมนอก เป็นหัวหน้าพรรค หลังเลือกตั้งจะได้ ส.ส.ไม่เกิน 20 เสียงโดยส่วนใหญ่เป็นเด็กในคาถาของสุวัจน์ ลิปตพัลลภ
ฟันธงที่หก ดร.เฉลิม อยู่บำรุง และ ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ จะเข้าซบพรรคพลังประชาชน และพรรคพลังประชาชนจะถูก กกต.จับขึงพืดชงใบเหลืองใบแดงให้เป็นว่าเล่น
ฟันธงที่เจ็ด รัฐบาลหน้าจะอยู่ได้ไม่เกิน 1 ปี จะมีการแก้รัฐธรรมนูญครั้งใหญ่อีกครั้ง
ฟันธงที่แปด พลเอกสนธิ จะไม่เล่นการเมือง จะไม่เป็นหัวหน้าพรรคไหนทั้งนั้น แต่จะรอ ราชรถมารับไปเป็นรัฐมนตรีด้านความมั่นคง เช่นกลาโหม มหาดไทยหรือไม่ก็ยุติธรรม
ฟันธงที่เก้า ปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะประสบปัญหาแย่สุด ๆหลายด้านและประชาชนจะพบความยากแค้นแสนสาหัส จนเกิดการเรียกร้องอย่างมากมาย ผมไม่ได้เป็นหมอดูหมอเดาที่ไหน แต่วิเคราะห์จากประสบการณ์และปรากฎการณ์ทางการเมืองที่เห็นอยู่ อ่านแล้วตัดแปะข้าฝาไว้ เชื่อเถอะไม่ผิดจากนี้มากนักหรอก
เจสัน บอร์น ความแตกต่างจาก เจมส์ บอนด์
กันยายน 16, 2007
The Bourne Ultimatum หรือ ปิดเกมล่าจารชน คนอันตราย ภาพยนตร์แอ๊คชั่นสุดมันในชุด เจสัน บอร์น ตอนที่ 3 ที่ใกล้จะลาโรงชั้นหนึ่งเร็ว ๆ นี้ ดูเหมือนเนื้อหาจะมีความตั้งใจให้มีเพียงแค่นี้ ไม่สร้างภาคต่อ แต่ทำไปทำมาอาจจะไม่เป็นอย่างนั้นเพราะไม่ยอมให้พระเอกสิ้นชื่อไปพร้อมกับกระแสน้ำ
ผมดูหนังจารชนชุดนี้มาตั้งแต่ภาคแรกแล้วภาวนาว่าเมื่อไหร่ความทรงจำของพระเอกจะกลับคืนเสียที เพราะอยากเห็นเขาเป็นตัวของตัวเองมากกว่าไม่รู้ว่าตัวเอ งเป็นใคร แต่ก็ถึงบางอ้อเมื่อดูมาถึงตอนนี้แล้วความทรงจำของเขากลับคืนมาพร้อมกับคำถามว่า แล้วจะสร้างเจสัน บอร์นภาคต่อไปอย่างไรให้แตกต่างจากหนังจารชนเรื่องอื่นโดยเฉพาะ เจมส์ บอนด์ เจ้าของรหัส 007
เพราะความแตกต่างของหนังชุดนี้ คือการที่พระเอกถูกไล่ล่าเอาชีวิตตัวเองจากองค์กรราชการลับที่ตัวเองสังกัด ขณะที่หนังชุดอื่นพระเอกคือผู้ภักดีสูงสุดกับองค์กรและเป็นผู้ไล่ล่าผู้ร้ายที่ส่วนหญ่เป็นภัยต่อโลก(อเมริกาและอังกฤษ)
ความมันของหนังเรื่องนี้ทุกภาค คนที่ได้ดูย่อมไม่ปฏิเสธว่า สุดยอด ตลอดจนเนื้อเรื่องมีหักเหลี่ยมหักมุมให้ชวนติดตามทั้งเรื่องที่ดูไม่เบื่อ ไม่อย่างนั้นคงดูภาคแรกภาคเดียวแล้วเลิก
ที่สำคัญ ความมันเหล่านั้นไม่เวอร์ ไม่ทำให้พระเอกเก่งประดุจเทวดาจุติลงมาบนโลกมนุษย์เหมือนหนังอย่าง 007
ความเก่งของพระเอกเจสัน บอร์น ที่รับบทโดยแมท เดม่อน นั้นแน่นอนย่อมเก่งกว่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไป เพราะเขาเป็นพระเอก ที่สำคัญคือความเก่งที่เป็นพรสวรรค์แล้วยังตั้งอยู่บนพื้นฐานของการถูกฝึกฝนอย่างหนักจากองค์กรสืบราชการลับระดับโลกอย่าง ซีไอเอ ที่ต้องเหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไป
ขณะเดียวกันเขาก็ไม่ยอมให้คนระดับนำในองค์กรอย่าง ซีไอเอ ทำผิดไม่เป็น และการอ้างการทำผิดเพื่อพิทักษ์โลกที่เป็นเหมือนคาถาที่ใช้ได้ผลมาตลอดก็ต้องถึงวันที่ต้องถูกถอดหน้ากากเช่นเดียวกับหนังเรื่องอื่น ๆ
แต่กว่าหน้ากากจะโผล่ก็เล่นเอาพระเอกของผมสะบักสะบอมย่ำแย่จนเกือบเอาชีวิตไม่รอดไปหลายครั้งเหมือนกัน
แมท เดม่อน นั้นไม่ใช่พระเอกที่หล่อเลอเลิศอย่างแบรด พิทท์หรือเพียร์ส บรอสแนน แห่ง 007 จึงไม่จำเป็นต้องมีนางเอกหน้าหวานปนเซ็กซี่ที่เปิดนั่นเปิดนี่ยั่วยวนและยั่วน้ำลายคอหนัง ใบปิดหนังจึงไม่จำเป็นต้องเอานางเอกมาขึ้นโฆษณา แค่ขึ้นรูปพระเอกตามด้วยคำว่าเจสัน บอร์น ก็เพียงพอที่จะทำให้คอหนังสายลับซื้อตั๋วเข้าไปดูได้แล้ว
อยากรู้เหมือนกันว่า จะมีเจสัน บอร์น ภาคต่อไปอีกหรือไม่ เพราะพระเอกยังไม่ตาย ยังสามารถแสดงบทบาทได้อีกว่าเขาตกน้ำแล้วว่ายไปขึ้นฝั่งที่ไหนและทำอะไรต่อไป ซึ่งต้องขึ้นกับผู้ประพันธ์และเขียนเรื่องให้เขา ซึ่งยากว่าจะทำอย่างไรให้เขาแตกต่างจากสายลับคนอื่น
แมท เดม่อน จะยอมรับบทนี้อีกหรือไม่ เพราะถ้ารับ ภาพลักษณ์ของเขาอาจไม่ต่างจากพระเอกเจมส์บอนด์ ที่ไปเล่นหนังเรื่องไหนก็จะดูว่าเขาเป็นสายลับ 007 อยู่ร่ำไป นับเป็นการบ้านที่ทีมผู้สร้างและตัวเขาต้องคิดหนัก แต่ถ้าสร้างต่อด้วยทีมงานชุดเดิม ผู้เขียนเรื่องละพระเอกคนเดิมผมก็พร้อมที่จะซื้อตั๋วดูต่อ
ต่างจากการเมืองการทหารเมืองไทยเวลานี้ที่ผมเบื่อคนเล่นที่ไม่สมบทบาทหลายคนเต็มแก่แล้ว อย่าพยายามเล่นและสร้างเรื่องเดิมหรือเรื่องใหม่กันอีกเลย เพราะนอกจากผมจะไม่ซื้อตั๋วดูแล้ว ผมจะออกมาช่วยไล่ให้ลงจากเวทีด้วย
โซ่ข้องกลาง ข้อเสนอที่เป็นไปไม่ได้
สิงหาคม 26, 2007
ภายหลังการออกเสียงลงประชามติที่ชัยชนะเป็นของ คมช.อย่างเฉียดฉิวจนอาจเป็นเหตุให้บรรดาบิ๊ก คมช.ทั้งหลายนอนไม่หลับ ด้วยประชาชนครึ่งประเทศปฏิเสธรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายถึงพวกเขายังคงถวิลหาอำนาจเก่า
พรรคการเมือง กลุ่มการเมือง อดีต ส.ส.อดีต ส.ว.ตลอดจนผู้ครั่นเนื้อครั่นตัวอีกไม่น้อยที่อยากโดดลงเวทีการเมืองต่างเริ่มขยับเนื้อขยับตัว
หลายคนเสนอทางเลือกใหม่ที่ว่ากันว่าเป็นทางสายกลางสำหรับประชาชน แต่เมื่อดูไปก็คนเก่าที่เคยอยู่กับอำนาจเก่า หลายคนเคยผิดหวังที่ทักษิณไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควร เพียงแต่พูดให้ฟังดูหรูเพื่อให้คนโง่หลงเชื่อ ทั้งที่นักการเมืองพวกนี้เคยเป็นเพียงพรรคเล็กพรรคน้อยรอร่วมรัฐบาลที่ทักษิณเคยจับมารวมพรรคทั้งสิ้น หาใช่เป็นพรรคการเมืองที่แท้จริงไม่
ไม่ว่าจะเป็น ทางเลือกใหม่ สมานฉันท์ มัชฌิมา รวมใจไทยและแม้แต่ ประชาราชก็ตาม ทุกพรรคต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ประเทศชาติไม่มั่นคงเพราะประชาชนแตกแยก นักการเมืองไม่ปรองดอง แตกกันรุนแรง จึงต้องมีพรรคทางเลือกที่สามเพื่อใช้แนวทางสมานฉันท์ขึ้นมาบริหารประเทศ
พูดง่าย น่าเชื่อ แต่เชื่อยาก เพราะพฤติกรรมในอดีตมีความชัดเจนว่าเป็นอย่างไร เล่นการเมืองเพื่อตัวเองหรือเพื่อประชาชน ถ้าจะเขียนถึงคนพวกนี้ถึงอดีตเขียนได้อีกหลายวัน
แม้แต่ข้อเสนอใหม่ของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตหัวหน้าพรรคความหวังใหม่ที่เอาพรรคตัวเองไม่รอด จนต้องรวมกับไทยรักไทยที่ขอเป็นโซ่ข้อกลางที่แข็งแกร่งเชื่อมการเมืองสองขั้วที่ขัดแย้งกันให้ผูกสัมพันธ์กันนั้นยิ่งเป็นไปไม่ได้
พวกนี้กำลังหลอกประชาชน ว่าประเทศชาติมีการแตกแยก ซึ่งไม่จริง เพราะผลการลงประชามติครั้งนี้คือความจริงที่ประชาชนเลือกทางเดินแล้วว่าจะเดินทางไหน ซึ่งไม่ใช่ทางสายกลางแน่นอนและทางสายนี้พวกเขาไม่ยอมเดินด้วย ฉะนั้นพรรคเหล่านี้เตรียมความผิดหวังล่วงหน้าได้
ประชาชน 15 ล้านคนที่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ 99%ไม่ได้อ่านรัฐธรรมนูญแต่มาจาก ฐานเสียงพรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้กว่า 90% ที่เหลือมาจากฐานเสียงพรรคชาติไทยในภาคกลาง มาจากไอ้เณรที่ถูกเกณฑ์ไปลงคะแนนด้วยบัตรคนละใบใช่หรือไม่ มาจากประชาชนโดยเฉพาะพ่อค้าที่อยากเห็นบ้านเมืองสงบปราศจากการประท้วงชุมนุมจะได้ทำการค้าได้สะดวก และอีกไม่กี่คนที่อ่านแล้วก็เห็นด้วย
แต่ 10 ล้านคนที่ไม่เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญซึ่งมาจากภาคอีสานและภาคเหนือนั้นยอมรับหรือไม่ว่า 99% ก็ไม่ได้อ่านแต่มาจากคนที่ชอบทักษิณ ที่เหลือคือพวกที่อ่านและไม่เห็นด้วยจริงกับพวกที่ไม่เอาเผด็จการ
แล้วอีก 19 ล้านคนที่ไม่ยอมไปออกเสียงละสำรวจกันหรือยังว่าคนเหล่านี้คิดยังไง ซึ่งผมเชื่อว่าไม่น้อยเป็นคนชอบทักษิณและไม่เอาเผด็จการ ทำไปทำมารวมกับ 10 ล้านเสียงแล้วอาจเท่าหรือมากกว่า 15 ล้านเสียงก็ได้
นี่แหละที่ทำให้ คมช.ปชป.ชท.สมานฉันท์ มัชฌิมา ประชาราช รวมใจไทย นอนไม่หลับ
โซ่ข้อกลางจึงไม่มีความหมาย ผมว่าประชาธิปไตยไทยมันเดินถูกทางแล้วที่ต้องการเห็นการเมืองแบ่งเป็นสองข้างคอยตรวจสอบกัน โดยมีคนกรุงเทพที่ไวต่อกระแสเป็นตัวสวิงที่จะไปข้างไหนแล้วแต่สถานการณ์ โซ่ที่ว่าจึงควรไปคล้องซีกใดซีกหนึ่งดีกว่า ประชาธิปัตย์หรือพลังประชาชนที่สมัคร สุนทรเวชประกาศชัดเจนแล้วว่าอยู่ข้างทักษิณ
โดนเขาปฏิวัติไม่เข็จหรือ จะตั้งพรรค รวมพรรคให้เขาอีก บ้าหรือเปล่า
สมัคร สุนทรเวช พลังถดถอยของพลังประชาชน??
สิงหาคม 5, 2007
พลันที่ชื่อ สมัคร สุนทรเวช ปรากฏเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน พรรคที่ถูกเซ้งยกแผงโดยไทยรักไทย เพราะไทยรักไทยหาแผงขายไม่ได้เนื่องจากถูกรื้อและห้ามตั้งแผงใหม่
ประชาชนจำนวนไม่น้อยรวมทั้งผมย่อมตั้งคำถามต่าง ๆ นานา เพื่อหาคำตอบ แต่จนแล้วจนรอดผมและประชาชนเหล่านั้นก็ยังหาคำตอบไม่ได้
เอาสมัครมาทำไม เอามาชูอะไร สมัครจะมาแก้ปัญหาของชาติได้ใช่ไหม หรือสมัครแค่จะมาแก้ปัญหาให้ทักษิณคนเดียว
แม้จะเห็นใจอย่างยิ่งต่อชะตากรรมของทักษิณและครอบครัว ที่ต้องการหาใครคนใดคนหนึ่งที่ต้องมั่นใจในระดับเต็มร้อยว่าช่วยได้ภายหลังการเลือกตั้ง คำตอบจึงเป็นสมัคร
แต่ไม่ใช่คำตอบสำหรับประเทศไทยของผม เพราะปัญหาของประเทศไทยไม่ใช่ปัญหาของทักษิณ และปัญหาของทักษิณก็ไม่ใช่ปัญหาของประเทศไทย
เพราะปัญหาของประเทศไทยเป็นปัญหาของคนไทยทั้งหมด และปัญหาของคนไทยทั้งหมดไม่ใช่ปัญหาที่ต้องแก้โดยคนชื่อสมัคร
ปัญหาของคนไทย ทั้งคนเมืองและคนป่า ก็แก้ไม่ได้ด้วยคนชื่อสนธิ ชื่อสพรั่ง และแม้แต่ชื่อสุรยุทธ์ที่แก้มาแล้วเกือบปีที่ยิ่งแก้ยิ่งเพิ่มปัญหา จนคนทั้งเมืองบ่นว่าถ้าขืนปล่อยให้อยู่อีกหนึ่งปีประชาชนและประเทศจะไม่เหลืออะไร
ปัญหาของประเทศวันนี้คืออะไร ผมว่าเด็กก็ตอบได้ว่าคือ การแข่งขันเพื่อความเป็นเลิศของประเทศโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่ถูกกระหน่ำด้วยทุนข้ามชาติอย่างรุนแรง รวดเร็ว จนเกิดแรงกระเพื่อมอย่างหนักในธุรกิจการค้าการส่งออก ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ ลูกจ้าง และกิจการต่อเนื่องอื่นมากมาย
แต่เรากลับหาคนที่ไม่รู้เรื่องหรือรู้ก็แค่งู ๆ ปลา ๆ มาแก้ ขณะที่หลายประเทศที่เป็นคู่แข่งกับเราเขาล้วนแต่มีผู้นำที่มีความรอบรู้และประสบการณ์ในเรื่องการแข่งขันด้านเศรษฐกิจทั้งสิ้น ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน หรือแม้แต่เวียตนาม
เมื่อเป็นอย่างนี้ ประเทศไทยเรารบร้อยครั้งก็แพ้ทั้งร้อยครั้ง
หรือไทยรักไทยในคราบพลังประชาชนต้องการแก้ปัญหาให้ทักษิณคนเดียวโดยไม่สนใจปัญหาของประเทศ ของประชาชน
ผมเคยตั้งใจจะเลือกพวกคุณในการเลือกตั้งครั้งหน้าเพราะทั้งเห็นใจในชะตากรรมของพวกคุณที่ถูกยึดอำนาจจากเผด็จการทหารที่ผมรังเกียจกับเคยเชื่อมือในการทำงานในอดีตที่ผ่านมา
แต่วันนี้ผมไม่แน่ใจเสียแล้วว่าจะเลือก ทั้งที่ผมมั่นใจมาแต่ต้นว่าไม่เลือกประชาธิปัตย์ เพราะผมเชื่อมานานว่าประชาธิปัตย์แก้ปัญหาหลักของประเทศไม่ได้ เพราะคุณอภิสิทธิ์กับคุณชวนมีความต่างกันแค่อายุเท่านั้น
ยังมีเวลาที่จะเปลี่ยนแปลง ก่อนจะถึงวันลงคะแนน หาใครก็ได้ที่มีความรู้ด้านเศรษฐกิจมาเป็นหัวหน้า มีเยอะที่ยังไม่ถูกตัดสิทธิ์การเมือง เอาสโลแกนเดิม คิดใหม่ทำใหม่มาใช้ อย่าคิดเก่าทำเก่ากับคนเก่าเลย ประชาชนจะเติมพลังให้พวกท่านมากกว่าชื่อใหม่ของท่านเสียอีก เชื่อผมเถอะ
แค่พิมพ์ยังโกง จะให้รับได้อย่างไร
สิงหาคม 5, 2007
ในท่ามกลางข่าวร้ายทั้งสัปดาห์ที่แล้ว ทั้งเงินบาทแข็งค่าที่รัฐบาลขิงแก่แก้ปัญหาล่าช้าจนผู้ประกอบการปิดกิจการกันระนาว แบ็งค์ขาดทุนยับโดยเฉพาะแบงค์กรุงศรีฯที่ขาดทุนบักโรกกว่า 8 พันล้านบาท ทหารซ่าไล่กระทืบฝรั่งชาวอังกฤษ และอีกหลายข่าว จนคิดว่าวันนี้ต้องยอมรับว่าการปล่อยให้มีผู้นำประเทศที่ไม่รู้เรื่องเศรษฐกิจยังคงมีอำนาจต่อไปนั้นนับวันมีแต่จะทำให้บ้านเมืองเสียหายหนักขึ้น
จึงหวังว่าวันที่ 19 สิงหาคมนี้จะไปลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วตามการชวนเชื่อของผู้มีอำนาจบางคน จะได้เปลี่ยนรัฐบาลเสียทีโดยตั้งเป้าว่าเอาใครก็ได้ที่พอมีความรู้เรื่องเศรษฐกิจหน่อยมาเป็นผู้นำ
แต่ก็ต้องสะดุดกึกเมื่อมีข่าวการทุจริตจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญ 20 ล้านฉบับ วงเงิน 285 ล้านบาท รัฐธรรมนูญที่คุยนักคุยหนาว่าเป็นฉบับประชาชน ทั้งที่คนทั้งประเทศบอกว่าไม่ใช่ฉบับประชาชน แต่เป็นฉบับคลุมถุงชน ที่เอาพวกของตัวเองมาเป็นประธานร่าง ชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ตามใบสั่ง แล้วพยายามโฆษณาชวนเชื่อหลอกลวงประชาชนทั้งบ้านทั้งเมืองว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิเสรีภาพประชาชนมากที่สุด สิทธิเสรีภาพที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริงได้
รัฐธรรมนูญที่เอาวุฒิสภามา 2 ประเภททั้งเลือกตั้งและแต่งตั้งที่ไม่มีประทศประชาธิปไตยที่ไหนในโลกมี แต่ฉบับ ฟันดำคาบไปป์นี้มี ทั้งที่เพิ่งด่าสภาผัวเมียไปหยก ๆ
นั่นเป็นเพียงเนื้อหาบางส่วนที่ผมรับไม่ได้แต่ก็จะพยายาม หลับตา ฝืนใจรับเพื่อหวังว่าจะมีเลือกตั้งเร็วขึ้น แต่พอเกิดเรื่องสกปรกในการจัดพิมพ์ ซึ่งผมถือว่าร้ายแรง ผมจึงตัดสินใจทันทีวันนี้ว่า จะไปออกเสียงไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนี้
รัฐธรรมนูญที่พิมพ์แจกประชาชนเป็นเล่มขนาด 16 หน้ายก ด้วยกระดาษปรู๊ฟ จำนวน 216 หน้า ที่ สสร.คิดรากลางที่ 14.25 บาท ทั้งที่ต้นทุนที่คนในวงการพิมพ์ยืนยันว่าแค่ 6 บาทเท่านั้น ราคาในเชิงธุรกิจที่บวกค่าเสียเวลาในการเบิ กเงินและค่าอื่น ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ อีกซัก 30 % ต้นทุนจริงก็น่าจะไม่เกิน 10 บาท
นี่ยัดกันเบ็ดเสร็จเล่มละ 4 บาทกว่า 20 ล้านเล่มก็เท่ากับถูกยัดเข้ากระเป๋าไป 80 ล้านบาทกว่า นี่แค่เริ่มตั้นที่ คมช.รับประกัน สสร.ชุดร่างรัฐธรรมนูญนี้นักหนาว่าเป็นคนเก่ง คนดี คนซื่อสัตย์ก็เหม็นขนาดนี้แล้วไม่นับงบประชาสัมพันธ์ที่ถูกนินทามาก่อนหน้านี้ว่าอาจไม่มีความโปร่งใสพอ แล้วจะไว้ใจกันได้อย่างไร
ผมเชื่อในความตั้งใจของคนใน คมช.บางคน ผมเชื่อในความบริสุทธิ์ของ สสร.หลาย ๆ คนที่มีประวัติสะอาดหมดจด มีความตั้งใจเพื่อชาติจริง แต่ผมไม่เชื่อใจในตัว สสร.อีกหลายคน
เรื่องนี้ประธานสสร.อย่างอ.นรนิติ และสสร.ส่วนใหญ่ต้องทำความกระจ่างให้ได้ ต้องเปิดหน้ากากไอ้โม่งผู้อยู่เบื้องหลังให้ได้ อย่าโบ้ยความผิดไปที่ข้าราชการประจำสำนักเลขาสภาฯฝ่ายเดียว เพราะถ้าไม่มีตัวใหญ่ สสร.บางคนอยู่เบื้องหลังสั่งการให้ตัด TOR ข้อ 6 ท้ายที่ว่าต้องพิมพ์โรงพิมพ์รัฐบาลเท่านั้นออก ข้าราชการประจำไม่กล้าทำหรอกครับ ถ้าไม่ทำเรื่องนี้ให้โปร่งใสอย่าว่าแต่ผมที่ไม่รับรัฐธรรมนูญนี้คนเดียวเลย ผมเชื่อ
คนทั้งแผ่นดินเขาก็ไม่เอากับท่าน
แอลซีรถเรือดับเพลง กทม.กำลังจะเผาใคร
สิงหาคม 5, 2007
“ประเด็นการเปิดแอลซีเป็นเรื่องปลีกย่อย”ประเสริฐ บุญศรี ประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบและไต่สวนการทุจริตซื้อรถและเรือดับเพลิงของกรุงเทพมหานครเคยให้สัมภาษณ์ไว้ภายหลังสรุปข้อกล่าวหาในคณะกรรมการตรวจสอบแก่นักการเมืองและข้าราชการ 5 คน โดยนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้มีหนังสือสั่งการให้เปิดแอลซีพ้นผิด
ทั้งที่ก่อนหน้านี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ได้สรุปความผิดไว้ 7 คน คือ นายโภคิน พลกุล นายประชา มาลีนนท์ นายสมศักดิ์ คุณเงิน นายสมัคร สุนทรเวช พล ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน และนายวัฒนา เมืองสุข
เหตุผลที่คตส.อ้างว่านายอภิรักษ์ไม่ผิดก็คือ การเปิดแอลซีเป็นเรื่องปลีกย่อยตามที่นายประเสริฐ บุญศรีพูด
ที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาไม่ได้เพราะผมจงเกลียดจงชังคุณอภิรักษ์เป็นการส่วนตัวที่ต้องการให้คุณอภิรักษ์ถูกตั้งข้อหา หรือจงเกลียดจงชังคุณประเสริฐ บุญศรีเป็นการส่วนตัวก็หาไม่ เพราะผมไม่รู้จักคนทั้งสองเป็นการส่วนตัว
ในทางตรงกันข้ามในภาวะที่สังคมไทยกำลังจับตามองการทำงานขององค์กรต่าง ๆ ในการตรวจสอบนักการเมืองและรัฐบาลชุดที่แล้วภายใต้การกำกับของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติที่ยึดอำนาจประชาชนมานั้นจะมีความเป็นธรรมแค่ไหน
คตส.องค์กรที่ถูกแต่งตั้งโดย คมช.ที่ถูกนินทาตั้งแต่ต้นว่าแต่ละคนเป็นศัตรูตัวฉกาจของทักษิณกำลังไล่ล่าอายัดขุมสมบัติอดีตนายกและครอบครัวอย่างหนักในขณะนี้จะเป็นองค์กรที่เชื่อถือได้มากน้อยเพียงไร มีความเป็นธรรมหรือไม่ หรือเพียงแต่ไล่ล่าด้วยความแค้นเฉพาะกับทักษิณและบริวาร คนอื่นแม้จะมีหลักฐานชัดเจนเพียงไรก็ละเว้นได้ โดยพยายามหาเหตุผลข้าง ๆ คู ๆมาอธิบาย
การเปิดแอลซีเพื่อให้ธนาคารจ่ายเงินค่าสินค้าเป็นเรื่องปลีกย่อยไม่ได้เด็ดขาด เพราะนี่คือการดำเนินการขั้นสุดท้ายเพื่อให้สัญญาที่ทำกันก่อนหน้านี้มีผลสำเร็จ
ข้ออ้างของนายอภิรักษ์ ว่าถูกเร่งรัดจากกระทรวงมหาดไทยและเกรงจะเสียความสัมพันธ์กับประทศออสเตรียจึงต้องเปิดแอลซีก็ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้นายอภิรักษ์เลื่อนการเปิดแอลซีออกไปด้วยเหตุผลเพราะเรื่องยังอยู่ระหว่างการสอบสวนของ ปปช. แต่กลับมาเปิดแอลซีทั้งที่ ปปช.ก็ยังสอบสวนไม่เสร็จ
ถ้านายอภิรักษ์ตัดสินใจไม่เปิดแอลซีถึงวันนี้ผมก็เชื่อว่าไทยจะไม่เสียความสัมพันธ์กับออสเตรีย เพราะออสเตรียเป็นประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่ยึดถือเรื่องธรรมาภิบาลและความซื่อสัตย์สุจริตมากกว่าการได้สตางค์จากการค้าขายที่ไม่สุจริต
คุณประเสริฐ บุญศรี คุณนาม ยิ้มแย้มครับ เห็นแก่หน้าและความตั้งใจในการกำจัดการทุจริตคอรัปชั่นให้สิ้นซากของประธาน คมช.อย่างพลเอกสนธิ และสมาชิกคมช.อย่างพลเอกสพรั่ง ที่ตั้งท่านขึ้นมาบ้างเถอะ อย่าให้เสียหายไปถึงท่านเหล่านั้นเลย เพราะท่านอุตส่าห์ไว้ใจให้ทำงานใหญ่ขนาดนี้แล้ว
หลายเรื่องที่สรุปออกมาฟังเสียงชาวบ้านบ้างมั๊ยครับว่าเขาพูดว่าอย่างไรกันบ้าง ผมได้ยินกับหูยังอายแทนเลย อย่าให้ต้องอายมากกว่านี้เลย ถ้าไม่กล้าเชือดอภิรักษ์และวัฒนา ตามที่ ดีเอสไอ.สรุปเพราะใครที่ใหญ่โตอยู่เบื้องหลัง มีอิทธิพลต่อพวกท่าน อย่าหวังเลยว่าผลงานที่ท่านแถลงเรื่องทักษิณและบริวาร ผู้คนเขาจะเชื่อถือ
ไฟมันจะกลับมาไหม้ท่านและคมช.โดยที่รถและเรือดับเพลงของอภิรักษ์ก็ดับไม่ทัน
ตำรวจ มีปัญหาจึงถูกปฏิรูป
สิงหาคม 5, 2007
รถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตำรวจ 4 อาชีพนี้คนโบราณบอกว่าอย่าคบโดยเฉพาะผู้ชายห้ามหญิงสาวคบหาด้วยเด็ดขาด เพราะคบยาก ไม่จริงใจ ปลิ้นปล้อน หลอกลวง ความหมายของคนสมัยนี้ก็คือ ฟันแล้วทิ้ง
รถไฟนั้นถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่างมาร้อยกว่าปี ไม่เคยปรับปรุง ไม่มีความทันสมัย เก่า เหม็นไม่น่าใช้ ไม่น่าโดยสาร ขาดทุนบักโกรกมานานจนบัดนี้ไม่มีทีท่าว่าจะทำกำไรได้ ถ้าเป็นเอกชนล้มละลาย เลิกกิจการไปนานแล้ว นี่เพราะเป็นของรัฐจึงอาศัยเงินภาษีประชาชนถูลู่ถูกังอยู่ไปวัน ๆ ปฏิรูปไม่ไหวแล้ว ต้องปฏิวัติอย่างเดียว
เรือเมล์ ผมนึกไม่ออกว่ายังเหลืออยู่กี่แห่ง ความนิยมน้อยลง อาจเหลือเรือด่วนเจ้าพระยาที่ยังพอมีผู้โดยสารอยู่บ้างเพราะต้องการเลี่ยงรถติด กิจการนี้ต้องการการปฏิรูปเช่นกันแม้จะเป็นของเอกชนก็ตาม เพราะผูกขาดมานาน ไม่มีการแข่งขัน จึงไม่ค่อยได้รับการปรับปรุง
ลิเก เดี๋ยวนี้แทบไม่เหลือคนดู แม้สมัยผมเป็นเด็กจะเป็นความบันเทิงยอดฮิตที่ผมต้องหอบเสื่อเดินตามคุณย่าไปนั่งดูบ่อย ๆ ก็ตาม ลิเกยุคนี้จึงต้องพยายามปฏิรูปตัวเองด้วยการปรับปรุงการแสดงและเนื้อเรื่องให้ทันสมัยขึ้นแต่ก็สู้คอนเสิร์ตแหกแข้งขา โชว์โคกโชว์เต้าอล่างฉ่างสมัยนี้ไม่ได้
ตำรวจ อาชีพสุดท้ายที่เป็นที่รังเกียจของคนโบราณสืบเนื่องมาจนวันนี้ก็ยังรังเกียจอยู่จนรัฐบาลชุดนี้ต้องทำการปฏิรูปขนานใหญ่โดยผ่านกฎหมายออกมา 2 ฉบับเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ฉบับแรกเป็นการปรับโครงสร้างการบริหารขนานใหญ่เพื่อให้การทำงานของตำรวจมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยเฉพาะการโยกการบังคับบัญชาไปขึ้นกับกระทรวงยุติธรรม และฉบับที่ 2 เป็นการจัดตั้งองค์กรอิสระขึ้นมารับเรื่องร้องเรียนการทำงานที่มีผลกระทบต่อประชาชนของตำรวจ
พูดง่าย ๆคือทั้งเคี่ยวเข็ญทั้งตีกรอบให้ทำงานและไม่ไว้ใจการทำงานนั่นเอง
ภายหลังผ่านคณะรัฐมนตรีไปได้เพียง 2 วันปรากฏว่าตำรวจเต้นกันทั้งประเทศ ยิ่งอดีตผู้บังคับบัญชาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่หมดอำนาจไปแล้วยิ่งเต้นเป็นเจ้าเข้า เรียกประชุมด่วนคัดค้านทันที พรั่งพรูคำพูดร้อน ๆ ใส่รัฐบาลและ คมช.พอ ๆ กับคำพูดร้อน ๆ ของนปก.บนเวทีสนามหลวง
“ขอเตือนทั้งรัฐบาลและ คมช.อย่าผลักตำรวจเป็นฝ่ายตรงข้าม ใช้ตำรวจทำงาน แต่มารังเกียจตำรวจ มากดดันด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ ต้องบอกไว้เลยว่า หากตำรวจเองไม่มีหลักประกันในชีวิตราชการอย่างนี้ คนที่จะเสียหายคือประชาชน”
พลตำรวจเอกอชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช อดีตรอง ผบ.ตร.ปากกล้าวิจารณ์ใส่รัฐบาลและ คมช.อย่างไม่เกรงใจทันที พร้อมเสียดสีนายกฯที่ออกคำสั่งผิดย้ายเพื่อนรักโกวิท วัฒนะ
“แล้วเรื่องนี้หากเกิดความเสียหาย พลเอกสุรยุทธ์ ต้องรับผิดชอบในฐานะผู้นำ เพราะแค่ท่านเข้ามาเปลี่ยนตัวผู้บริหารตำรวจคนเดียวก่อนหน้านี้ โดยที่ไม่รอบคอบ ปัญหาก็เกิดมาแล้ว แล้วนี่ท่านจะมาเปลี่ยนตำรวจทั้งองค์กร ก็ควรต้องรอบคอบอย่างที่สุด มิฉะนั้นจะเสียหายมาก”
แปลว่าตำรวจใหญ่น้อยไม่ยอมและพร้อมจะออกมาต่อต้านทั้ง ๆ ที่ประธานคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจก็คืออดีตตำรวจใหญ่ที่มีประวัติขาวสะอาดที่ตำรวจน้อยคนมี คือ พลตำรวจเอกวสิฐ เดชกุลชร ที่รู้ปัญหาตำรวจดี ทั้งปัญหาส่วย รีดไถ แต่งตั้งโยกย้าย ฯลฯ ซึ่งถ้าตำรวจไม่มีปัญหา ใครจะกล้าปฏิรูป
ยอมรับกับบ้างเถอะ ย้ายจากมหาดไทยมาครั้งหนึ่งแล้วไม่เห็นเป็นไร จะย้ายอีกสักทีทำเป็นจะตายไปได้
โธ่ พี่ป๋อม
ประเทศไทยหนองใกล้จะแตก
กรกฎาคม 29, 2007
ถ้าเปรียบประเทศไทยของผมและของท่านทั้งหลายเป็นร่างกายมนุษย์คนหนึ่ง ผมว่าเวลานี้ฝีหนองขึ้นเต็มไปหมด และมีอาการไข้ขึ้นเป็นระยะ
ฝีที่ว่ามีหลายโรค ทั้งโรคคอรัปชั่น โรคความแตกแยก โรคการก่อการร้าย โรคเศรษฐกิจถดถอยและโรคขาดความน่าเชื่อถือ
โรคที่หนักสุดคือโรคคอรัปชั่น โรคความแตกแยกและโรคขาดความน่าเชื่อถือ
อาการดังว่าเป็นมานานหลายปีแต่อาการเพิ่งจะมากำเริบหนักเมื่อสักสองปีมานี้เอง แต่ก็ถูกยาปฎิชีวนะขนานหนึ่งที่เรียกว่า คณะปฎิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขระงับอาการอักเสพและอาการไข้ขึ้นได้ชั่วเวลาหนึ่งตั้งแต่ปลายปีที่แล้วเป็นต้นมา
แต่อาการไข้ของประเทศไทยชักกำเริบหนักขึ้นอีกในช่วงนี้ เพราะยาที่ให้อาจไม่แรงพอหรืออาจกินไม่ครบโดส ก็เลยเกิดอาการดื้อยา ฝีขึ้นมาอีกหลายเม็ดและมีทีท่าว่าจะขึ้นไม่หยุด
หมอใหญ่ที่ดูแลรักษาอยู่ก็ดูจะหมดฝีมือ พยายามหาหมอดี ๆ ที่เคยดูแลมาช่วยรักษาก็ถูกกีดกันขับไสไล่ส่งว่า อย่าเสือก เอ็งเป็นหมอที่เคยรักษาและเป็นต้นเหตุให้เกิดโรค หมอที่ว่าก็เลยต้องเหยียบเบรคใส่เกียร์ถอยจนแทบหัวทิ่ม
ทำไปทำมาฝีทำท่าจะแตกจนเป็นช้ำเลือดช้ำหนองตามร่างกายเอาจริง ๆ ซึ่งอาจต้องปล่อยให้แผลแตกจนแห้ง แล้วจึงค่อยฟื้นฟูดูแลกันใหม่
แต่ร่างกายประเทศไทยนี้ไม่น่าตาย เพราะโครงสร้างแข็งแกร่งมาก แต่ก็ต้องใช้เวลารักษาตัวกันนานทีเดียวกว่าจะกลับคืนสู่สภาพปรกติ
น่าสงสารประเทศไทยของผมเสียเหลือเกิน ยิ่งตอนนี้ยิ่งจะมีการตอกลิ่มทิ่มใส่กันไม่ยั้ง ทั้งการเปิดทีวี.ประโคมโหมด่ากันทั้งวันทั้งคืน ขยายโรคความแตกแยกกันไม่หยุดหย่อน หมอที่รักษาโรคนี้อยู่ในทีมแพทย์บางคนแทนที่จะช่วยรักษา กลับไม่รู้สมมติฐานโรค ใส่เชื้อเพิ่มเข้าไปอีก
แล้วประเทศไทยของผมจะเหลืออะไร
หยุดกันเสียทีได้ไหมครับ หันหน้ามาพูดกันบ้างเถอะครับ เลิกถือเขาถือเราถือมึงถือกูและหันมาจับมือปรองดองช่วยกันซ่อมสร้างรักษาประเทศนี้ให้สมบูรณ์พูนสุข ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บกันได้แล้ว ก่อนจะสายเกินแก้
แผลแตก จนร่างกายทนความเจ็บปวดไม่ไหว ต้องตายเหมือนบางประเทศ เพราะถ้าเราคนไทยยังเป็นอย่างนี้กันอยู่ เชื่อผมเถอะ ผมไม่ต้องเป็นหมอดูก็รู้อนาคตว่า
แผ่นดินจะลุกเป็นไฟ
วุฒิสภา 2 พรรค
กรกฎาคม 29, 2007
คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดที่แต่งตั้งโดยคณะผู้ยึดอำนาจประชาชนเคาะร่างรัฐธรรมนูญร่างที่สองออกมาแล้ว มีหลายประเด็นที่ถูกแก้ไขแบบขอไปที แก้เพราะถูกท้วงติงอย่างหนักจนเห็นว่าขืนปล่อยไปก็คงถูกคว่ำในขั้นลงประชามติแน่
ความจริงผมไม่เคยตั้งความหวังไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้จะเป็นประชาธิปไตยเหมือนนานาอารยะประเทศ ผมเคยคิดว่าร่างนี้คงเป็นเหมือนร่างรัฐธรรมนูญของประเทศแถบแอฟริกาหรือไม่ก็เหมือนกับประเทศแถบอเมริกาใต้ที่ล้าหลัง เพราะที่มาของคณะผู้ร่างถูกแต่งตั้งโดยคณะผู้ยึดอำนาจ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนเหมือนคณะผู้ยกร่างชุดรัฐธรรมนูญปี 40
แม้หลายคนในคณะผู้ยกร่างจะเคยเป็นครูบาอาจารย์ที่สอนผมมา แม้หลายคนจะเป็นผู้ที่มีประวัติส่วนตัวที่น่าเคารพกราบไหว้ก็ตาม แต่ร่างที่สองที่ออกมาผมไม่เชื่อว่าจะไม่ถูกครอบงำ
ที่มาของ ส.ส.และส.ว.แม้จะถูกแก้ไขบ้างเพื่อลดแรงกดดัน แต่ก็ไม่ได้เป็นไปตามความต้องการของประชาชนเจ้าของประเทศ ไม่ได้ฟังเสียงที่แท้จริงของประชาชน เขียนเหมือนกับ กูเป็นเจ้าของประเทศนี้เพียงกลุ่มเดียว พวกเดียว คนที่ไม่เห็นด้วยเป็นพวกไอ้ทักษิณทั้งหมดไม่ใช่พวกกู ต้องกำจัด ต้องเข่นฆ่า ต้องทำทุกวิถีทางให้พวกมันพ้นไปจากเวที เพราะพวกนี้มันเลว มันชั่ว มันเห็นแก่ตัว มันคอรัปชั่น มันไม่รักชาติ ไม่รักประชาชน ไม่รักสถาบัน มีแต่พวกกูที่ดี ที่ประเสริฐ ที่รักชาติ รักประชาชน รักสถาบันอยู่เพียงพวกเดียว กลุ่มเดียวในประเทศนี้ ประเทศที่ชื่อว่าประเทศไทย
ส.ส.เดิมร่างแรกเขียนไว้ให้มี 400 คน แบ่งเป็น ส.ส.เขต 320 คน ส.ส.สัดส่วน 80 คน ร่างที่สองก็ยังคงจำนวนไว้เหมือนเดิม 400 คน ทนเสียงทักท้วงไม่ไหวก็เลยแก้จากเขตละ 3 คนเป็นเขตละคน และยังคงส.ส.สัดส่วนไว้เหมือนเดิม ไม่มีคำอธิบายถึงเหตุผลที่แก้ไขว่ามีหลักอะไร แก้ปัญหาตรงไหน ของเดิมไม่ถูกต้องอย่างไร ผมรับไม่ได้ครับ
ส.ว.ยิ่งแล้วใหญ่ คงทนเสียงต้านรอบทิศที่เดิมให้ส.ว.มาจากการสรรหาไม่ไหว หรือไม่ก็กลัวไม่ผ่านประชามติ ก็เลยให้พบกันครึ่งทาง ให้มี ส.ว.จากการเลือกตั้งจังหวัดละคนรวม 76 คน ส.ว.จากการสรรหาอีก 74 คน รวม 150 คน โดยที่ทุกคนต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองมาอย่างน้อย 5 ปี
ถามว่าการไม่สังกัดพรรคการเมืองมา 5 ปีมีความเป็นกลางตรงไหนครับ มีหลักประกันอะไรว่าพวกเขาจะเป็นกลางไม่รับเงินพรรคการเมือง ส.ว.ชุดที่แล้วที่ไม่เคยสังกัดพรรคการเมืองเลยและวิ่งโร่รับเงินพรรคการเมืองไม่มีสักคนเลยใช่มั๊ย
ถามว่ามีความเป็นธรรมตรงไหนครับที่คนกรุงเทพ 6 ล้านคนเลือก ส.ว.ได้คนเดียว แล้วคนระนองแค่ 3 แสนคนก็เลือก ส.ว.ได้คนเดียวเท่าคนกรุงเทพฯ
ร่างกฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปยังวุฒิสภาชุดนี้มีหลักประกันอะไรที่ ส.ว.74 คนจากการสรรหาจะไม่คว่ำร่างกฎหมายของประชาชนถ้าร่างกฎหมายนั้นขัดกับผลประโยชน์ของผู้มีบุญคุณที่แต่งตั้งตัวเองเข้ามาเหมือน กรรมาธิการยกร่างชุดนี้
การประชุมคงตลกพิลึกที่บางคนขานชื่อตัวเองอย่างเต็มภาคพภูมิว่าเป็นส.ว.จากจังหวัดโน้นจังหวัดนี้แต่ส.ว.บางคนจากการสรรหาไม่กล้าขานชื่อและที่มาของตัวเอง
ธรรมชาติของสัตว์โลกต้องเข้าฝูงไม่เว้นแม้แต่คน ส.ว.ชุดนี้ก็คงแบ่งเป็น 2 ฝูงเอ๊ย 2พรรค การลงคะแนนก็เป็น 2 ฝ่าย เหมือนสภาผู้แทนฯมีฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน แล้วจะหาความเป็นกลางตรงไหนครับ
สุดท้าย ผมปลงแล้วครับ จะทำอะไรก็ทำกันเถอะ ผมเบื่อประเทศนี้เต็มแก่แล้ว และจะขออนุญาตพญาไม้เลิกเขียนคอลัมน์นี้ เพราะชื่อคอลัมน์มันสวนทางกับที่ผมคิด
เพราะประเทศไทยชักจะไม่ใช่ของผมแล้ว
ระยองวันนี้ ชาวสวนจะเอาทุเรียนไปขว้างบ้านผู้ว่าฯ
กรกฎาคม 29, 2007
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสกลับบ้านเกิดจังหวัดระยอง เพื่อพาลูกน้องที่บริษัทไปพักผ่อน ซึ่งแม้จะมีฝนตกชุกอยู่บ้างแต่ทุกคนก็มีความสุขดี
เกาะเสม็ดแม้จะคลื่นลมแรง แต่ก็ข้ามไปชมความงามของหาดทรายแก้วได้อย่างสนุกสนานเมื่อวิ่งบนหาดแล้วเสียงดังเอี๊ยด ๆ อาหารเช้าผมจะแวะทานข้าวเลือดหมูเจ้าเก่าที่ข้างตลาดเทศบาลเทศบันเทิง ที่ยังคงความอร่อยที่สุดในโลกด้วยน้ำจิ้มรสเลิศที่ผมไม่เคยลิ้มความอร่อยของข้าวเลือดหมูที่ไหนอร่อยเท่าที่นี่ และลูกน้องทุกคนที่ผมพาไปกินก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อร่อยจริง ๆ
อาหารเย็นก็ยังคงพึ่งบริการของร้านแหลมเจริญทุกครั้งที่กลับบ้าน เพราะกระหายใคร่จะได้ลิ้มรส ปลากะพงทอดน้ำปลาและแกงป่าปลาเห็ดโคนอันแสนอร่อย
ผมยังคงแวะไปเยี่ยมญาติและเพื่อนฝูงทุกครั้งที่กลับบ้านซึ่งส่วนใหญ่ทำสวนเงาะ ทุเรียน ลองกอง มังคุด ที่กำลังออกผลเต็มต้น แต่อนิจจา เชื่อมั๊ยครับว่าญาติผม เก็บมังคุดขายได้กิโลละ 5 บาท
ทุเรียนหมอนทองกิโลละ 15 บาท เงาะโรงเรียนกิโลละ 8บาท
ราคาถูกจนแทบจะไม่เหลือทุน แม้สัปดาห์ที่แล้วจะมีการจัดงานผลไม้ แต่ก็ไม่มีคนมาเที่ยว เพราะจังหวัดไม่โปรโมทเหมือนจันทบุรี แถมชาวบ้านบอกผมว่าผู้ว่าราชการจังหวัดไม่เอาใจใส่มัวแต่ไปเที่ยวเมืองนอกกับเทศบาลแห่งหนึ่ง ปล่อยให้รองผู้ว่าฯมาเปิดงาน ทั้งที่เป็นงานของชาวสวนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของจังหวัดที่ 1 ปีมีจัดงานแบบนี้ครั้งเดียว
อยากเอาทุเรียนไปขว้างจวนผู้ว่าฯ พวกเขาตะโกนดัง ๆให้ผมได้ยิน
ผมไม่รู้จักผู้ว่าฯระยองท่านนี้ จึงไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร ไม่จริงชี้แจงมานะครับ ผมพร้อมแก้ตัวให้ แต่ถ้าผมเป็นผู้ว่าระยอง ผมจะไม่ไปเมืองนอกขณะผลไม้กำลังออก ผมจะอยู่ช่วยชาวบ้านหาตลาด ซึ่งผมรู้ว่าทำได้ง่ายกว่าจันทบุรี เพราะผมรู้ว่าผลไม้ระยองมีปีละพันกว่าตัน ไม่เกิน 2 พันตัน โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในระยองมีมากกว่า 3 พันโรงงาน หลายโรงงานสร้างมลพิษให้ชาวบ้านชาวสวน แต่ละโรงงานมีพนักงานนับพันคน ผมจะขอให้โรงงานเหล่านี้มาซื้อผลไม้ในราคาประกันโรงงานละครึ่งตันเอาไปแจกพนักงานคนละ 10 กิโล ผลไม้ของประชาชนของผมก็จะขายได้มีกำไรง่าย ๆ ซึ่งผมมีวิธีหาตลาดอีกหลายวิธีที่จะทำให้ญาติพี่น้องของผมมีความสุข ไม่ต้องให้เอาทุเรียนมาขว้างทิ้งที่จวน
เขานินทากันว่าเดี๋ยวนี้บรรดาผู้ว่าฯทั้งหลายใส่เกียร์ว่าง อยู่เฉย ๆ เบื้องบนไม่สั่ง ก็ไม่ทำ เพราะไม่ผิด ไม่ต้องคิดทำอะไรใหม่ เพราะถ้าคิดแล้วเกิดผิดก็จะถูกเบื้องบนตำหนิ อาจถูกโยกย้าย สู้อยู่เฉย ๆ เช้าชามเย็นชาม ถึงสิ้นเดือนรับเงินเดือน สบายกว่าเป็นไหน ๆ ทำไมต้องเหนื่อยด้วย ประเทศไทยเป็นของกูคนเดียวซะเมื่อไหร่ล่ะ