ประเทศไทยหนองใกล้จะแตก
กรกฎาคม 29, 2007
ถ้าเปรียบประเทศไทยของผมและของท่านทั้งหลายเป็นร่างกายมนุษย์คนหนึ่ง ผมว่าเวลานี้ฝีหนองขึ้นเต็มไปหมด และมีอาการไข้ขึ้นเป็นระยะ
ฝีที่ว่ามีหลายโรค ทั้งโรคคอรัปชั่น โรคความแตกแยก โรคการก่อการร้าย โรคเศรษฐกิจถดถอยและโรคขาดความน่าเชื่อถือ
โรคที่หนักสุดคือโรคคอรัปชั่น โรคความแตกแยกและโรคขาดความน่าเชื่อถือ
อาการดังว่าเป็นมานานหลายปีแต่อาการเพิ่งจะมากำเริบหนักเมื่อสักสองปีมานี้เอง แต่ก็ถูกยาปฎิชีวนะขนานหนึ่งที่เรียกว่า คณะปฎิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขระงับอาการอักเสพและอาการไข้ขึ้นได้ชั่วเวลาหนึ่งตั้งแต่ปลายปีที่แล้วเป็นต้นมา
แต่อาการไข้ของประเทศไทยชักกำเริบหนักขึ้นอีกในช่วงนี้ เพราะยาที่ให้อาจไม่แรงพอหรืออาจกินไม่ครบโดส ก็เลยเกิดอาการดื้อยา ฝีขึ้นมาอีกหลายเม็ดและมีทีท่าว่าจะขึ้นไม่หยุด
หมอใหญ่ที่ดูแลรักษาอยู่ก็ดูจะหมดฝีมือ พยายามหาหมอดี ๆ ที่เคยดูแลมาช่วยรักษาก็ถูกกีดกันขับไสไล่ส่งว่า อย่าเสือก เอ็งเป็นหมอที่เคยรักษาและเป็นต้นเหตุให้เกิดโรค หมอที่ว่าก็เลยต้องเหยียบเบรคใส่เกียร์ถอยจนแทบหัวทิ่ม
ทำไปทำมาฝีทำท่าจะแตกจนเป็นช้ำเลือดช้ำหนองตามร่างกายเอาจริง ๆ ซึ่งอาจต้องปล่อยให้แผลแตกจนแห้ง แล้วจึงค่อยฟื้นฟูดูแลกันใหม่
แต่ร่างกายประเทศไทยนี้ไม่น่าตาย เพราะโครงสร้างแข็งแกร่งมาก แต่ก็ต้องใช้เวลารักษาตัวกันนานทีเดียวกว่าจะกลับคืนสู่สภาพปรกติ
น่าสงสารประเทศไทยของผมเสียเหลือเกิน ยิ่งตอนนี้ยิ่งจะมีการตอกลิ่มทิ่มใส่กันไม่ยั้ง ทั้งการเปิดทีวี.ประโคมโหมด่ากันทั้งวันทั้งคืน ขยายโรคความแตกแยกกันไม่หยุดหย่อน หมอที่รักษาโรคนี้อยู่ในทีมแพทย์บางคนแทนที่จะช่วยรักษา กลับไม่รู้สมมติฐานโรค ใส่เชื้อเพิ่มเข้าไปอีก
แล้วประเทศไทยของผมจะเหลืออะไร
หยุดกันเสียทีได้ไหมครับ หันหน้ามาพูดกันบ้างเถอะครับ เลิกถือเขาถือเราถือมึงถือกูและหันมาจับมือปรองดองช่วยกันซ่อมสร้างรักษาประเทศนี้ให้สมบูรณ์พูนสุข ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บกันได้แล้ว ก่อนจะสายเกินแก้
แผลแตก จนร่างกายทนความเจ็บปวดไม่ไหว ต้องตายเหมือนบางประเทศ เพราะถ้าเราคนไทยยังเป็นอย่างนี้กันอยู่ เชื่อผมเถอะ ผมไม่ต้องเป็นหมอดูก็รู้อนาคตว่า
แผ่นดินจะลุกเป็นไฟ
วุฒิสภา 2 พรรค
กรกฎาคม 29, 2007
คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดที่แต่งตั้งโดยคณะผู้ยึดอำนาจประชาชนเคาะร่างรัฐธรรมนูญร่างที่สองออกมาแล้ว มีหลายประเด็นที่ถูกแก้ไขแบบขอไปที แก้เพราะถูกท้วงติงอย่างหนักจนเห็นว่าขืนปล่อยไปก็คงถูกคว่ำในขั้นลงประชามติแน่
ความจริงผมไม่เคยตั้งความหวังไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้จะเป็นประชาธิปไตยเหมือนนานาอารยะประเทศ ผมเคยคิดว่าร่างนี้คงเป็นเหมือนร่างรัฐธรรมนูญของประเทศแถบแอฟริกาหรือไม่ก็เหมือนกับประเทศแถบอเมริกาใต้ที่ล้าหลัง เพราะที่มาของคณะผู้ร่างถูกแต่งตั้งโดยคณะผู้ยึดอำนาจ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนเหมือนคณะผู้ยกร่างชุดรัฐธรรมนูญปี 40
แม้หลายคนในคณะผู้ยกร่างจะเคยเป็นครูบาอาจารย์ที่สอนผมมา แม้หลายคนจะเป็นผู้ที่มีประวัติส่วนตัวที่น่าเคารพกราบไหว้ก็ตาม แต่ร่างที่สองที่ออกมาผมไม่เชื่อว่าจะไม่ถูกครอบงำ
ที่มาของ ส.ส.และส.ว.แม้จะถูกแก้ไขบ้างเพื่อลดแรงกดดัน แต่ก็ไม่ได้เป็นไปตามความต้องการของประชาชนเจ้าของประเทศ ไม่ได้ฟังเสียงที่แท้จริงของประชาชน เขียนเหมือนกับ กูเป็นเจ้าของประเทศนี้เพียงกลุ่มเดียว พวกเดียว คนที่ไม่เห็นด้วยเป็นพวกไอ้ทักษิณทั้งหมดไม่ใช่พวกกู ต้องกำจัด ต้องเข่นฆ่า ต้องทำทุกวิถีทางให้พวกมันพ้นไปจากเวที เพราะพวกนี้มันเลว มันชั่ว มันเห็นแก่ตัว มันคอรัปชั่น มันไม่รักชาติ ไม่รักประชาชน ไม่รักสถาบัน มีแต่พวกกูที่ดี ที่ประเสริฐ ที่รักชาติ รักประชาชน รักสถาบันอยู่เพียงพวกเดียว กลุ่มเดียวในประเทศนี้ ประเทศที่ชื่อว่าประเทศไทย
ส.ส.เดิมร่างแรกเขียนไว้ให้มี 400 คน แบ่งเป็น ส.ส.เขต 320 คน ส.ส.สัดส่วน 80 คน ร่างที่สองก็ยังคงจำนวนไว้เหมือนเดิม 400 คน ทนเสียงทักท้วงไม่ไหวก็เลยแก้จากเขตละ 3 คนเป็นเขตละคน และยังคงส.ส.สัดส่วนไว้เหมือนเดิม ไม่มีคำอธิบายถึงเหตุผลที่แก้ไขว่ามีหลักอะไร แก้ปัญหาตรงไหน ของเดิมไม่ถูกต้องอย่างไร ผมรับไม่ได้ครับ
ส.ว.ยิ่งแล้วใหญ่ คงทนเสียงต้านรอบทิศที่เดิมให้ส.ว.มาจากการสรรหาไม่ไหว หรือไม่ก็กลัวไม่ผ่านประชามติ ก็เลยให้พบกันครึ่งทาง ให้มี ส.ว.จากการเลือกตั้งจังหวัดละคนรวม 76 คน ส.ว.จากการสรรหาอีก 74 คน รวม 150 คน โดยที่ทุกคนต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองมาอย่างน้อย 5 ปี
ถามว่าการไม่สังกัดพรรคการเมืองมา 5 ปีมีความเป็นกลางตรงไหนครับ มีหลักประกันอะไรว่าพวกเขาจะเป็นกลางไม่รับเงินพรรคการเมือง ส.ว.ชุดที่แล้วที่ไม่เคยสังกัดพรรคการเมืองเลยและวิ่งโร่รับเงินพรรคการเมืองไม่มีสักคนเลยใช่มั๊ย
ถามว่ามีความเป็นธรรมตรงไหนครับที่คนกรุงเทพ 6 ล้านคนเลือก ส.ว.ได้คนเดียว แล้วคนระนองแค่ 3 แสนคนก็เลือก ส.ว.ได้คนเดียวเท่าคนกรุงเทพฯ
ร่างกฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปยังวุฒิสภาชุดนี้มีหลักประกันอะไรที่ ส.ว.74 คนจากการสรรหาจะไม่คว่ำร่างกฎหมายของประชาชนถ้าร่างกฎหมายนั้นขัดกับผลประโยชน์ของผู้มีบุญคุณที่แต่งตั้งตัวเองเข้ามาเหมือน กรรมาธิการยกร่างชุดนี้
การประชุมคงตลกพิลึกที่บางคนขานชื่อตัวเองอย่างเต็มภาคพภูมิว่าเป็นส.ว.จากจังหวัดโน้นจังหวัดนี้แต่ส.ว.บางคนจากการสรรหาไม่กล้าขานชื่อและที่มาของตัวเอง
ธรรมชาติของสัตว์โลกต้องเข้าฝูงไม่เว้นแม้แต่คน ส.ว.ชุดนี้ก็คงแบ่งเป็น 2 ฝูงเอ๊ย 2พรรค การลงคะแนนก็เป็น 2 ฝ่าย เหมือนสภาผู้แทนฯมีฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน แล้วจะหาความเป็นกลางตรงไหนครับ
สุดท้าย ผมปลงแล้วครับ จะทำอะไรก็ทำกันเถอะ ผมเบื่อประเทศนี้เต็มแก่แล้ว และจะขออนุญาตพญาไม้เลิกเขียนคอลัมน์นี้ เพราะชื่อคอลัมน์มันสวนทางกับที่ผมคิด
เพราะประเทศไทยชักจะไม่ใช่ของผมแล้ว
ระยองวันนี้ ชาวสวนจะเอาทุเรียนไปขว้างบ้านผู้ว่าฯ
กรกฎาคม 29, 2007
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสกลับบ้านเกิดจังหวัดระยอง เพื่อพาลูกน้องที่บริษัทไปพักผ่อน ซึ่งแม้จะมีฝนตกชุกอยู่บ้างแต่ทุกคนก็มีความสุขดี
เกาะเสม็ดแม้จะคลื่นลมแรง แต่ก็ข้ามไปชมความงามของหาดทรายแก้วได้อย่างสนุกสนานเมื่อวิ่งบนหาดแล้วเสียงดังเอี๊ยด ๆ อาหารเช้าผมจะแวะทานข้าวเลือดหมูเจ้าเก่าที่ข้างตลาดเทศบาลเทศบันเทิง ที่ยังคงความอร่อยที่สุดในโลกด้วยน้ำจิ้มรสเลิศที่ผมไม่เคยลิ้มความอร่อยของข้าวเลือดหมูที่ไหนอร่อยเท่าที่นี่ และลูกน้องทุกคนที่ผมพาไปกินก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อร่อยจริง ๆ
อาหารเย็นก็ยังคงพึ่งบริการของร้านแหลมเจริญทุกครั้งที่กลับบ้าน เพราะกระหายใคร่จะได้ลิ้มรส ปลากะพงทอดน้ำปลาและแกงป่าปลาเห็ดโคนอันแสนอร่อย
ผมยังคงแวะไปเยี่ยมญาติและเพื่อนฝูงทุกครั้งที่กลับบ้านซึ่งส่วนใหญ่ทำสวนเงาะ ทุเรียน ลองกอง มังคุด ที่กำลังออกผลเต็มต้น แต่อนิจจา เชื่อมั๊ยครับว่าญาติผม เก็บมังคุดขายได้กิโลละ 5 บาท
ทุเรียนหมอนทองกิโลละ 15 บาท เงาะโรงเรียนกิโลละ 8บาท
ราคาถูกจนแทบจะไม่เหลือทุน แม้สัปดาห์ที่แล้วจะมีการจัดงานผลไม้ แต่ก็ไม่มีคนมาเที่ยว เพราะจังหวัดไม่โปรโมทเหมือนจันทบุรี แถมชาวบ้านบอกผมว่าผู้ว่าราชการจังหวัดไม่เอาใจใส่มัวแต่ไปเที่ยวเมืองนอกกับเทศบาลแห่งหนึ่ง ปล่อยให้รองผู้ว่าฯมาเปิดงาน ทั้งที่เป็นงานของชาวสวนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของจังหวัดที่ 1 ปีมีจัดงานแบบนี้ครั้งเดียว
อยากเอาทุเรียนไปขว้างจวนผู้ว่าฯ พวกเขาตะโกนดัง ๆให้ผมได้ยิน
ผมไม่รู้จักผู้ว่าฯระยองท่านนี้ จึงไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร ไม่จริงชี้แจงมานะครับ ผมพร้อมแก้ตัวให้ แต่ถ้าผมเป็นผู้ว่าระยอง ผมจะไม่ไปเมืองนอกขณะผลไม้กำลังออก ผมจะอยู่ช่วยชาวบ้านหาตลาด ซึ่งผมรู้ว่าทำได้ง่ายกว่าจันทบุรี เพราะผมรู้ว่าผลไม้ระยองมีปีละพันกว่าตัน ไม่เกิน 2 พันตัน โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในระยองมีมากกว่า 3 พันโรงงาน หลายโรงงานสร้างมลพิษให้ชาวบ้านชาวสวน แต่ละโรงงานมีพนักงานนับพันคน ผมจะขอให้โรงงานเหล่านี้มาซื้อผลไม้ในราคาประกันโรงงานละครึ่งตันเอาไปแจกพนักงานคนละ 10 กิโล ผลไม้ของประชาชนของผมก็จะขายได้มีกำไรง่าย ๆ ซึ่งผมมีวิธีหาตลาดอีกหลายวิธีที่จะทำให้ญาติพี่น้องของผมมีความสุข ไม่ต้องให้เอาทุเรียนมาขว้างทิ้งที่จวน
เขานินทากันว่าเดี๋ยวนี้บรรดาผู้ว่าฯทั้งหลายใส่เกียร์ว่าง อยู่เฉย ๆ เบื้องบนไม่สั่ง ก็ไม่ทำ เพราะไม่ผิด ไม่ต้องคิดทำอะไรใหม่ เพราะถ้าคิดแล้วเกิดผิดก็จะถูกเบื้องบนตำหนิ อาจถูกโยกย้าย สู้อยู่เฉย ๆ เช้าชามเย็นชาม ถึงสิ้นเดือนรับเงินเดือน สบายกว่าเป็นไหน ๆ ทำไมต้องเหนื่อยด้วย ประเทศไทยเป็นของกูคนเดียวซะเมื่อไหร่ล่ะ