ภายหลังการออกเสียงลงประชามติที่ชัยชนะเป็นของ คมช.อย่างเฉียดฉิวจนอาจเป็นเหตุให้บรรดาบิ๊ก คมช.ทั้งหลายนอนไม่หลับ ด้วยประชาชนครึ่งประเทศปฏิเสธรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายถึงพวกเขายังคงถวิลหาอำนาจเก่า

พรรคการเมือง กลุ่มการเมือง อดีต ส.ส.อดีต ส.ว.ตลอดจนผู้ครั่นเนื้อครั่นตัวอีกไม่น้อยที่อยากโดดลงเวทีการเมืองต่างเริ่มขยับเนื้อขยับตัว

           หลายคนเสนอทางเลือกใหม่ที่ว่ากันว่าเป็นทางสายกลางสำหรับประชาชน แต่เมื่อดูไปก็คนเก่าที่เคยอยู่กับอำนาจเก่า หลายคนเคยผิดหวังที่ทักษิณไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควร เพียงแต่พูดให้ฟังดูหรูเพื่อให้คนโง่หลงเชื่อ ทั้งที่นักการเมืองพวกนี้เคยเป็นเพียงพรรคเล็กพรรคน้อยรอร่วมรัฐบาลที่ทักษิณเคยจับมารวมพรรคทั้งสิ้น หาใช่เป็นพรรคการเมืองที่แท้จริงไม่

          ไม่ว่าจะเป็น ทางเลือกใหม่ สมานฉันท์ มัชฌิมา รวมใจไทยและแม้แต่ ประชาราชก็ตาม ทุกพรรคต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ประเทศชาติไม่มั่นคงเพราะประชาชนแตกแยก นักการเมืองไม่ปรองดอง แตกกันรุนแรง จึงต้องมีพรรคทางเลือกที่สามเพื่อใช้แนวทางสมานฉันท์ขึ้นมาบริหารประเทศ

          พูดง่าย น่าเชื่อ แต่เชื่อยาก เพราะพฤติกรรมในอดีตมีความชัดเจนว่าเป็นอย่างไร เล่นการเมืองเพื่อตัวเองหรือเพื่อประชาชน ถ้าจะเขียนถึงคนพวกนี้ถึงอดีตเขียนได้อีกหลายวัน

          แม้แต่ข้อเสนอใหม่ของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตหัวหน้าพรรคความหวังใหม่ที่เอาพรรคตัวเองไม่รอด จนต้องรวมกับไทยรักไทยที่ขอเป็นโซ่ข้อกลางที่แข็งแกร่งเชื่อมการเมืองสองขั้วที่ขัดแย้งกันให้ผูกสัมพันธ์กันนั้นยิ่งเป็นไปไม่ได้

          พวกนี้กำลังหลอกประชาชน ว่าประเทศชาติมีการแตกแยก ซึ่งไม่จริง เพราะผลการลงประชามติครั้งนี้คือความจริงที่ประชาชนเลือกทางเดินแล้วว่าจะเดินทางไหน ซึ่งไม่ใช่ทางสายกลางแน่นอนและทางสายนี้พวกเขาไม่ยอมเดินด้วย ฉะนั้นพรรคเหล่านี้เตรียมความผิดหวังล่วงหน้าได้

          ประชาชน 15 ล้านคนที่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ 99%ไม่ได้อ่านรัฐธรรมนูญแต่มาจาก ฐานเสียงพรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้กว่า 90% ที่เหลือมาจากฐานเสียงพรรคชาติไทยในภาคกลาง มาจากไอ้เณรที่ถูกเกณฑ์ไปลงคะแนนด้วยบัตรคนละใบใช่หรือไม่ มาจากประชาชนโดยเฉพาะพ่อค้าที่อยากเห็นบ้านเมืองสงบปราศจากการประท้วงชุมนุมจะได้ทำการค้าได้สะดวก และอีกไม่กี่คนที่อ่านแล้วก็เห็นด้วย

          แต่ 10 ล้านคนที่ไม่เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญซึ่งมาจากภาคอีสานและภาคเหนือนั้นยอมรับหรือไม่ว่า 99% ก็ไม่ได้อ่านแต่มาจากคนที่ชอบทักษิณ ที่เหลือคือพวกที่อ่านและไม่เห็นด้วยจริงกับพวกที่ไม่เอาเผด็จการ

          แล้วอีก 19 ล้านคนที่ไม่ยอมไปออกเสียงละสำรวจกันหรือยังว่าคนเหล่านี้คิดยังไง ซึ่งผมเชื่อว่าไม่น้อยเป็นคนชอบทักษิณและไม่เอาเผด็จการ ทำไปทำมารวมกับ 10 ล้านเสียงแล้วอาจเท่าหรือมากกว่า 15 ล้านเสียงก็ได้

          นี่แหละที่ทำให้ คมช.ปชป.ชท.สมานฉันท์ มัชฌิมา ประชาราช รวมใจไทย นอนไม่หลับ

          โซ่ข้อกลางจึงไม่มีความหมาย ผมว่าประชาธิปไตยไทยมันเดินถูกทางแล้วที่ต้องการเห็นการเมืองแบ่งเป็นสองข้างคอยตรวจสอบกัน โดยมีคนกรุงเทพที่ไวต่อกระแสเป็นตัวสวิงที่จะไปข้างไหนแล้วแต่สถานการณ์ โซ่ที่ว่าจึงควรไปคล้องซีกใดซีกหนึ่งดีกว่า ประชาธิปัตย์หรือพลังประชาชนที่สมัคร สุนทรเวชประกาศชัดเจนแล้วว่าอยู่ข้างทักษิณ

          โดนเขาปฏิวัติไม่เข็จหรือ จะตั้งพรรค รวมพรรคให้เขาอีก บ้าหรือเปล่า

          พลันที่ชื่อ สมัคร สุนทรเวช ปรากฏเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน พรรคที่ถูกเซ้งยกแผงโดยไทยรักไทย เพราะไทยรักไทยหาแผงขายไม่ได้เนื่องจากถูกรื้อและห้ามตั้งแผงใหม่

          ประชาชนจำนวนไม่น้อยรวมทั้งผมย่อมตั้งคำถามต่าง ๆ นานา เพื่อหาคำตอบ แต่จนแล้วจนรอดผมและประชาชนเหล่านั้นก็ยังหาคำตอบไม่ได้

          เอาสมัครมาทำไม เอามาชูอะไร สมัครจะมาแก้ปัญหาของชาติได้ใช่ไหม หรือสมัครแค่จะมาแก้ปัญหาให้ทักษิณคนเดียว

         แม้จะเห็นใจอย่างยิ่งต่อชะตากรรมของทักษิณและครอบครัว ที่ต้องการหาใครคนใดคนหนึ่งที่ต้องมั่นใจในระดับเต็มร้อยว่าช่วยได้ภายหลังการเลือกตั้ง คำตอบจึงเป็นสมัคร

          แต่ไม่ใช่คำตอบสำหรับประเทศไทยของผม เพราะปัญหาของประเทศไทยไม่ใช่ปัญหาของทักษิณ และปัญหาของทักษิณก็ไม่ใช่ปัญหาของประเทศไทย

          เพราะปัญหาของประเทศไทยเป็นปัญหาของคนไทยทั้งหมด และปัญหาของคนไทยทั้งหมดไม่ใช่ปัญหาที่ต้องแก้โดยคนชื่อสมัคร

          ปัญหาของคนไทย ทั้งคนเมืองและคนป่า ก็แก้ไม่ได้ด้วยคนชื่อสนธิ ชื่อสพรั่ง และแม้แต่ชื่อสุรยุทธ์ที่แก้มาแล้วเกือบปีที่ยิ่งแก้ยิ่งเพิ่มปัญหา จนคนทั้งเมืองบ่นว่าถ้าขืนปล่อยให้อยู่อีกหนึ่งปีประชาชนและประเทศจะไม่เหลืออะไร

          ปัญหาของประเทศวันนี้คืออะไร ผมว่าเด็กก็ตอบได้ว่าคือ การแข่งขันเพื่อความเป็นเลิศของประเทศโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่ถูกกระหน่ำด้วยทุนข้ามชาติอย่างรุนแรง รวดเร็ว จนเกิดแรงกระเพื่อมอย่างหนักในธุรกิจการค้าการส่งออก ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ ลูกจ้าง และกิจการต่อเนื่องอื่นมากมาย

         แต่เรากลับหาคนที่ไม่รู้เรื่องหรือรู้ก็แค่งู ๆ ปลา ๆ มาแก้ ขณะที่หลายประเทศที่เป็นคู่แข่งกับเราเขาล้วนแต่มีผู้นำที่มีความรอบรู้และประสบการณ์ในเรื่องการแข่งขันด้านเศรษฐกิจทั้งสิ้น ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย  เกาหลีใต้ ไต้หวัน หรือแม้แต่เวียตนาม

          เมื่อเป็นอย่างนี้ ประเทศไทยเรารบร้อยครั้งก็แพ้ทั้งร้อยครั้ง

          หรือไทยรักไทยในคราบพลังประชาชนต้องการแก้ปัญหาให้ทักษิณคนเดียวโดยไม่สนใจปัญหาของประเทศ ของประชาชน

          ผมเคยตั้งใจจะเลือกพวกคุณในการเลือกตั้งครั้งหน้าเพราะทั้งเห็นใจในชะตากรรมของพวกคุณที่ถูกยึดอำนาจจากเผด็จการทหารที่ผมรังเกียจกับเคยเชื่อมือในการทำงานในอดีตที่ผ่านมา

          แต่วันนี้ผมไม่แน่ใจเสียแล้วว่าจะเลือก ทั้งที่ผมมั่นใจมาแต่ต้นว่าไม่เลือกประชาธิปัตย์ เพราะผมเชื่อมานานว่าประชาธิปัตย์แก้ปัญหาหลักของประเทศไม่ได้ เพราะคุณอภิสิทธิ์กับคุณชวนมีความต่างกันแค่อายุเท่านั้น

          ยังมีเวลาที่จะเปลี่ยนแปลง ก่อนจะถึงวันลงคะแนน หาใครก็ได้ที่มีความรู้ด้านเศรษฐกิจมาเป็นหัวหน้า มีเยอะที่ยังไม่ถูกตัดสิทธิ์การเมือง เอาสโลแกนเดิม คิดใหม่ทำใหม่มาใช้ อย่าคิดเก่าทำเก่ากับคนเก่าเลย ประชาชนจะเติมพลังให้พวกท่านมากกว่าชื่อใหม่ของท่านเสียอีก เชื่อผมเถอะ            

          ในท่ามกลางข่าวร้ายทั้งสัปดาห์ที่แล้ว ทั้งเงินบาทแข็งค่าที่รัฐบาลขิงแก่แก้ปัญหาล่าช้าจนผู้ประกอบการปิดกิจการกันระนาว แบ็งค์ขาดทุนยับโดยเฉพาะแบงค์กรุงศรีฯที่ขาดทุนบักโรกกว่า 8 พันล้านบาท ทหารซ่าไล่กระทืบฝรั่งชาวอังกฤษ และอีกหลายข่าว จนคิดว่าวันนี้ต้องยอมรับว่าการปล่อยให้มีผู้นำประเทศที่ไม่รู้เรื่องเศรษฐกิจยังคงมีอำนาจต่อไปนั้นนับวันมีแต่จะทำให้บ้านเมืองเสียหายหนักขึ้น

          จึงหวังว่าวันที่ 19 สิงหาคมนี้จะไปลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วตามการชวนเชื่อของผู้มีอำนาจบางคน จะได้เปลี่ยนรัฐบาลเสียทีโดยตั้งเป้าว่าเอาใครก็ได้ที่พอมีความรู้เรื่องเศรษฐกิจหน่อยมาเป็นผู้นำ

          แต่ก็ต้องสะดุดกึกเมื่อมีข่าวการทุจริตจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญ 20 ล้านฉบับ วงเงิน 285 ล้านบาท รัฐธรรมนูญที่คุยนักคุยหนาว่าเป็นฉบับประชาชน ทั้งที่คนทั้งประเทศบอกว่าไม่ใช่ฉบับประชาชน แต่เป็นฉบับคลุมถุงชน ที่เอาพวกของตัวเองมาเป็นประธานร่าง ชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ตามใบสั่ง แล้วพยายามโฆษณาชวนเชื่อหลอกลวงประชาชนทั้งบ้านทั้งเมืองว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิเสรีภาพประชาชนมากที่สุด สิทธิเสรีภาพที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริงได้

          รัฐธรรมนูญที่เอาวุฒิสภามา 2 ประเภททั้งเลือกตั้งและแต่งตั้งที่ไม่มีประทศประชาธิปไตยที่ไหนในโลกมี แต่ฉบับ ฟันดำคาบไปป์นี้มี ทั้งที่เพิ่งด่าสภาผัวเมียไปหยก ๆ

          นั่นเป็นเพียงเนื้อหาบางส่วนที่ผมรับไม่ได้แต่ก็จะพยายาม หลับตา ฝืนใจรับเพื่อหวังว่าจะมีเลือกตั้งเร็วขึ้น แต่พอเกิดเรื่องสกปรกในการจัดพิมพ์ ซึ่งผมถือว่าร้ายแรง ผมจึงตัดสินใจทันทีวันนี้ว่า จะไปออกเสียงไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนี้

          รัฐธรรมนูญที่พิมพ์แจกประชาชนเป็นเล่มขนาด 16 หน้ายก ด้วยกระดาษปรู๊ฟ จำนวน 216 หน้า ที่ สสร.คิดรากลางที่ 14.25 บาท ทั้งที่ต้นทุนที่คนในวงการพิมพ์ยืนยันว่าแค่ 6 บาทเท่านั้น ราคาในเชิงธุรกิจที่บวกค่าเสียเวลาในการเบิ กเงินและค่าอื่น ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ อีกซัก 30 % ต้นทุนจริงก็น่าจะไม่เกิน 10 บาท

          นี่ยัดกันเบ็ดเสร็จเล่มละ 4 บาทกว่า 20 ล้านเล่มก็เท่ากับถูกยัดเข้ากระเป๋าไป 80 ล้านบาทกว่า นี่แค่เริ่มตั้นที่ คมช.รับประกัน สสร.ชุดร่างรัฐธรรมนูญนี้นักหนาว่าเป็นคนเก่ง คนดี คนซื่อสัตย์ก็เหม็นขนาดนี้แล้วไม่นับงบประชาสัมพันธ์ที่ถูกนินทามาก่อนหน้านี้ว่าอาจไม่มีความโปร่งใสพอ แล้วจะไว้ใจกันได้อย่างไร

          ผมเชื่อในความตั้งใจของคนใน คมช.บางคน ผมเชื่อในความบริสุทธิ์ของ สสร.หลาย ๆ คนที่มีประวัติสะอาดหมดจด มีความตั้งใจเพื่อชาติจริง แต่ผมไม่เชื่อใจในตัว สสร.อีกหลายคน

          เรื่องนี้ประธานสสร.อย่างอ.นรนิติ และสสร.ส่วนใหญ่ต้องทำความกระจ่างให้ได้ ต้องเปิดหน้ากากไอ้โม่งผู้อยู่เบื้องหลังให้ได้ อย่าโบ้ยความผิดไปที่ข้าราชการประจำสำนักเลขาสภาฯฝ่ายเดียว เพราะถ้าไม่มีตัวใหญ่ สสร.บางคนอยู่เบื้องหลังสั่งการให้ตัด TOR ข้อ 6 ท้ายที่ว่าต้องพิมพ์โรงพิมพ์รัฐบาลเท่านั้นออก ข้าราชการประจำไม่กล้าทำหรอกครับ ถ้าไม่ทำเรื่องนี้ให้โปร่งใสอย่าว่าแต่ผมที่ไม่รับรัฐธรรมนูญนี้คนเดียวเลย ผมเชื่อ

          คนทั้งแผ่นดินเขาก็ไม่เอากับท่าน

          ประเด็นการเปิดแอลซีเป็นเรื่องปลีกย่อยประเสริฐ บุญศรี ประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบและไต่สวนการทุจริตซื้อรถและเรือดับเพลิงของกรุงเทพมหานครเคยให้สัมภาษณ์ไว้ภายหลังสรุปข้อกล่าวหาในคณะกรรมการตรวจสอบแก่นักการเมืองและข้าราชการ 5 คน โดยนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้มีหนังสือสั่งการให้เปิดแอลซีพ้นผิด

           ทั้งที่ก่อนหน้านี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ได้สรุปความผิดไว้ 7 คน คือ นายโภคิน พลกุล นายประชา มาลีนนท์ นายสมศักดิ์ คุณเงิน นายสมัคร สุนทรเวช พล ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน และนายวัฒนา เมืองสุข

          เหตุผลที่คตส.อ้างว่านายอภิรักษ์ไม่ผิดก็คือ การเปิดแอลซีเป็นเรื่องปลีกย่อยตามที่นายประเสริฐ บุญศรีพูด

          ที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาไม่ได้เพราะผมจงเกลียดจงชังคุณอภิรักษ์เป็นการส่วนตัวที่ต้องการให้คุณอภิรักษ์ถูกตั้งข้อหา หรือจงเกลียดจงชังคุณประเสริฐ บุญศรีเป็นการส่วนตัวก็หาไม่ เพราะผมไม่รู้จักคนทั้งสองเป็นการส่วนตัว

          ในทางตรงกันข้ามในภาวะที่สังคมไทยกำลังจับตามองการทำงานขององค์กรต่าง ๆ ในการตรวจสอบนักการเมืองและรัฐบาลชุดที่แล้วภายใต้การกำกับของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติที่ยึดอำนาจประชาชนมานั้นจะมีความเป็นธรรมแค่ไหน

          คตส.องค์กรที่ถูกแต่งตั้งโดย คมช.ที่ถูกนินทาตั้งแต่ต้นว่าแต่ละคนเป็นศัตรูตัวฉกาจของทักษิณกำลังไล่ล่าอายัดขุมสมบัติอดีตนายกและครอบครัวอย่างหนักในขณะนี้จะเป็นองค์กรที่เชื่อถือได้มากน้อยเพียงไร มีความเป็นธรรมหรือไม่ หรือเพียงแต่ไล่ล่าด้วยความแค้นเฉพาะกับทักษิณและบริวาร คนอื่นแม้จะมีหลักฐานชัดเจนเพียงไรก็ละเว้นได้ โดยพยายามหาเหตุผลข้าง ๆ คู ๆมาอธิบาย

          การเปิดแอลซีเพื่อให้ธนาคารจ่ายเงินค่าสินค้าเป็นเรื่องปลีกย่อยไม่ได้เด็ดขาด เพราะนี่คือการดำเนินการขั้นสุดท้ายเพื่อให้สัญญาที่ทำกันก่อนหน้านี้มีผลสำเร็จ

          ข้ออ้างของนายอภิรักษ์ ว่าถูกเร่งรัดจากกระทรวงมหาดไทยและเกรงจะเสียความสัมพันธ์กับประทศออสเตรียจึงต้องเปิดแอลซีก็ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้นายอภิรักษ์เลื่อนการเปิดแอลซีออกไปด้วยเหตุผลเพราะเรื่องยังอยู่ระหว่างการสอบสวนของ ปปช. แต่กลับมาเปิดแอลซีทั้งที่ ปปช.ก็ยังสอบสวนไม่เสร็จ

          ถ้านายอภิรักษ์ตัดสินใจไม่เปิดแอลซีถึงวันนี้ผมก็เชื่อว่าไทยจะไม่เสียความสัมพันธ์กับออสเตรีย เพราะออสเตรียเป็นประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่ยึดถือเรื่องธรรมาภิบาลและความซื่อสัตย์สุจริตมากกว่าการได้สตางค์จากการค้าขายที่ไม่สุจริต

          คุณประเสริฐ บุญศรี คุณนาม ยิ้มแย้มครับ เห็นแก่หน้าและความตั้งใจในการกำจัดการทุจริตคอรัปชั่นให้สิ้นซากของประธาน คมช.อย่างพลเอกสนธิ และสมาชิกคมช.อย่างพลเอกสพรั่ง ที่ตั้งท่านขึ้นมาบ้างเถอะ อย่าให้เสียหายไปถึงท่านเหล่านั้นเลย เพราะท่านอุตส่าห์ไว้ใจให้ทำงานใหญ่ขนาดนี้แล้ว

          หลายเรื่องที่สรุปออกมาฟังเสียงชาวบ้านบ้างมั๊ยครับว่าเขาพูดว่าอย่างไรกันบ้าง ผมได้ยินกับหูยังอายแทนเลย อย่าให้ต้องอายมากกว่านี้เลย ถ้าไม่กล้าเชือดอภิรักษ์และวัฒนา ตามที่ ดีเอสไอ.สรุปเพราะใครที่ใหญ่โตอยู่เบื้องหลัง มีอิทธิพลต่อพวกท่าน อย่าหวังเลยว่าผลงานที่ท่านแถลงเรื่องทักษิณและบริวาร ผู้คนเขาจะเชื่อถือ

           ไฟมันจะกลับมาไหม้ท่านและคมช.โดยที่รถและเรือดับเพลงของอภิรักษ์ก็ดับไม่ทัน

          รถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตำรวจ 4 อาชีพนี้คนโบราณบอกว่าอย่าคบโดยเฉพาะผู้ชายห้ามหญิงสาวคบหาด้วยเด็ดขาด เพราะคบยาก ไม่จริงใจ ปลิ้นปล้อน หลอกลวง ความหมายของคนสมัยนี้ก็คือ ฟันแล้วทิ้ง

          รถไฟนั้นถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่างมาร้อยกว่าปี ไม่เคยปรับปรุง ไม่มีความทันสมัย  เก่า เหม็นไม่น่าใช้ ไม่น่าโดยสาร ขาดทุนบักโกรกมานานจนบัดนี้ไม่มีทีท่าว่าจะทำกำไรได้ ถ้าเป็นเอกชนล้มละลาย เลิกกิจการไปนานแล้ว นี่เพราะเป็นของรัฐจึงอาศัยเงินภาษีประชาชนถูลู่ถูกังอยู่ไปวัน ๆ ปฏิรูปไม่ไหวแล้ว ต้องปฏิวัติอย่างเดียว

          เรือเมล์ ผมนึกไม่ออกว่ายังเหลืออยู่กี่แห่ง ความนิยมน้อยลง อาจเหลือเรือด่วนเจ้าพระยาที่ยังพอมีผู้โดยสารอยู่บ้างเพราะต้องการเลี่ยงรถติด กิจการนี้ต้องการการปฏิรูปเช่นกันแม้จะเป็นของเอกชนก็ตาม เพราะผูกขาดมานาน ไม่มีการแข่งขัน จึงไม่ค่อยได้รับการปรับปรุง

          ลิเก เดี๋ยวนี้แทบไม่เหลือคนดู แม้สมัยผมเป็นเด็กจะเป็นความบันเทิงยอดฮิตที่ผมต้องหอบเสื่อเดินตามคุณย่าไปนั่งดูบ่อย ๆ ก็ตาม ลิเกยุคนี้จึงต้องพยายามปฏิรูปตัวเองด้วยการปรับปรุงการแสดงและเนื้อเรื่องให้ทันสมัยขึ้นแต่ก็สู้คอนเสิร์ตแหกแข้งขา โชว์โคกโชว์เต้าอล่างฉ่างสมัยนี้ไม่ได้

          ตำรวจ อาชีพสุดท้ายที่เป็นที่รังเกียจของคนโบราณสืบเนื่องมาจนวันนี้ก็ยังรังเกียจอยู่จนรัฐบาลชุดนี้ต้องทำการปฏิรูปขนานใหญ่โดยผ่านกฎหมายออกมา 2 ฉบับเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

         ฉบับแรกเป็นการปรับโครงสร้างการบริหารขนานใหญ่เพื่อให้การทำงานของตำรวจมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยเฉพาะการโยกการบังคับบัญชาไปขึ้นกับกระทรวงยุติธรรม และฉบับที่ 2 เป็นการจัดตั้งองค์กรอิสระขึ้นมารับเรื่องร้องเรียนการทำงานที่มีผลกระทบต่อประชาชนของตำรวจ

       พูดง่าย ๆคือทั้งเคี่ยวเข็ญทั้งตีกรอบให้ทำงานและไม่ไว้ใจการทำงานนั่นเอง

         ภายหลังผ่านคณะรัฐมนตรีไปได้เพียง 2 วันปรากฏว่าตำรวจเต้นกันทั้งประเทศ ยิ่งอดีตผู้บังคับบัญชาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่หมดอำนาจไปแล้วยิ่งเต้นเป็นเจ้าเข้า เรียกประชุมด่วนคัดค้านทันที พรั่งพรูคำพูดร้อน ๆ ใส่รัฐบาลและ คมช.พอ ๆ กับคำพูดร้อน ๆ ของนปก.บนเวทีสนามหลวง

          ขอเตือนทั้งรัฐบาลและ คมช.อย่าผลักตำรวจเป็นฝ่ายตรงข้าม ใช้ตำรวจทำงาน แต่มารังเกียจตำรวจ มากดดันด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ ต้องบอกไว้เลยว่า หากตำรวจเองไม่มีหลักประกันในชีวิตราชการอย่างนี้ คนที่จะเสียหายคือประชาชน

           พลตำรวจเอกอชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช อดีตรอง ผบ.ตร.ปากกล้าวิจารณ์ใส่รัฐบาลและ คมช.อย่างไม่เกรงใจทันที พร้อมเสียดสีนายกฯที่ออกคำสั่งผิดย้ายเพื่อนรักโกวิท วัฒนะ

          แล้วเรื่องนี้หากเกิดความเสียหาย พลเอกสุรยุทธ์ ต้องรับผิดชอบในฐานะผู้นำ เพราะแค่ท่านเข้ามาเปลี่ยนตัวผู้บริหารตำรวจคนเดียวก่อนหน้านี้ โดยที่ไม่รอบคอบ ปัญหาก็เกิดมาแล้ว แล้วนี่ท่านจะมาเปลี่ยนตำรวจทั้งองค์กร ก็ควรต้องรอบคอบอย่างที่สุด มิฉะนั้นจะเสียหายมาก

           แปลว่าตำรวจใหญ่น้อยไม่ยอมและพร้อมจะออกมาต่อต้านทั้ง ๆ ที่ประธานคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจก็คืออดีตตำรวจใหญ่ที่มีประวัติขาวสะอาดที่ตำรวจน้อยคนมี คือ พลตำรวจเอกวสิฐ เดชกุลชร ที่รู้ปัญหาตำรวจดี ทั้งปัญหาส่วย รีดไถ แต่งตั้งโยกย้าย ฯลฯ ซึ่งถ้าตำรวจไม่มีปัญหา ใครจะกล้าปฏิรูป

           ยอมรับกับบ้างเถอะ ย้ายจากมหาดไทยมาครั้งหนึ่งแล้วไม่เห็นเป็นไร จะย้ายอีกสักทีทำเป็นจะตายไปได้

โธ่ พี่ป๋อม