ฟันธง

กันยายน 16, 2007

           สัปดาห์ที่ผ่านมาปี่กลองการเมืองถูกเป่าถูกตีกันอย่างครึกโครม โดยเฉพาะการรวมกลุ่มการเมืองสองกลุ่ม เพื่อตั้งพรรคการเมือง คือกลุ่มเพื่อแผ่นดินที่ประกอบด้วย กลุ่มเสนาะ เทียนทอง ที่ยอมสละพรรคประชาราช มารวมกับกลุ่มมัชฌิมาของสมศักดิ์ เทพสุทิน และกลุ่มสมานฉันท์ที่ไม่สมานฉันท์ของพินิจ จารุสมบัติ และอีกพรรคคือรวมใจไทยชาติพัฒนา โดยทั้งสองพรรคต่างหมายมั่นปั้นมือที่จะคว้า ดร.ศุภชัย พาณิชภักดิ์ มาเป็นหัวหน้า

          ต่อไปนี้เป็นการฟันธงของคนเมือง จะเชื่อก็ได้ไม่เชื่อก็ได้ และจะผิดก็ได้จะถูกก็ได้ เพราะการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรอยู่แล้ว

          ธงแรก ไม่มีทางที่ดร.ศุภชัยจะลาออกจากเลขาธิการอังค์ถัดกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองในเมืองไทยอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าพรรคไหนทั้งนั้นแม้แต่ประชาธิปัตย์ เพราะถ้า ดร.ซุปทำอย่างนั้นในภายภาคหน้าจะไม่มีองค์กรระหว่างประเทศองค์กรไหนไว้วางใจให้คนไทยให้ดำรงตำแหน่งสำคัญอีกเพราะกลัวลาออกทั้งที่ยังไม่ครบวาระ และเท่าที่ทราบเวลานี้ยังไม่มีใครเคยคุยกับ ดร.ซุปเรื่องนี้เลย ไม่ว่าจะเป็นกร ทัพรังสี หรือสุรเกียรติ เสถียรไทย

          ธงที่สอง หลังเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคพลังประชาชนจะได้ ส.ส.ในจำนวนใกล้เคียงกัน อยู่ระหว่าง 130 ถึง 160 เสียง ถ้าพลังประชาชนได้มากกว่า อภิสิทธิ์จะไม่แย่งตั้งรัฐบาลแต่จะเปิดโอกาสให้พลังประชาชนจัดตั้งก่อน ตรงนี้แหละที่อาจเกิดโรคแทรกซ้อนได้  ถ้าพลังประชาชนตั้งไม่ได้เพราะไม่มีพรรคไหนร่วมมือด้วยซึ่งผมไม่เชื่อว่าจะมี พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นแกนตั้งรัฐบาล ถึงตรงนี้ขอฟันธงว่าโอกาสที่อภิสิทธิ  เวชชาชีวะจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปมีมากกว่า 70%

          ธงที่สาม พรรคชาติไทยกับพรรคเพื่อแผ่นดินจะได้ ส.ส.ในจำนวนใกล้เคียงกัน ระหว่าง 50 ถึง 80 เสียง และจะแย่งกันเข้าร่วมรัฐบาล แย่งกระทรวงกันอย่างหนักอาจถึงขั้นไม่มองหน้ากัน  โดยมีพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาร่วมและพรรคมหาชนร่วมผสมโรง

            ฟันธงที่สี่ พรรคเพื่อแผ่นดินจะได้สุวิทย์ คุณกิตติ ที่ไม่มี ส.ส.ในมือเลยและไม่ติดบ้านเลขที่ 111 เป็นหัวหน้าพรรค

           ฟันธงที่ห้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาจะได้ พล.ต.อ.ประชา พรมนอก เป็นหัวหน้าพรรค หลังเลือกตั้งจะได้ ส.ส.ไม่เกิน 20 เสียงโดยส่วนใหญ่เป็นเด็กในคาถาของสุวัจน์ ลิปตพัลลภ

         ฟันธงที่หก ดร.เฉลิม อยู่บำรุง และ ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ จะเข้าซบพรรคพลังประชาชน และพรรคพลังประชาชนจะถูก กกต.จับขึงพืดชงใบเหลืองใบแดงให้เป็นว่าเล่น

           ฟันธงที่เจ็ด รัฐบาลหน้าจะอยู่ได้ไม่เกิน 1 ปี  จะมีการแก้รัฐธรรมนูญครั้งใหญ่อีกครั้ง

           ฟันธงที่แปด พลเอกสนธิ จะไม่เล่นการเมือง จะไม่เป็นหัวหน้าพรรคไหนทั้งนั้น แต่จะรอ ราชรถมารับไปเป็นรัฐมนตรีด้านความมั่นคง เช่นกลาโหม มหาดไทยหรือไม่ก็ยุติธรรม

           ฟันธงที่เก้า ปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะประสบปัญหาแย่สุด ๆหลายด้านและประชาชนจะพบความยากแค้นแสนสาหัส จนเกิดการเรียกร้องอย่างมากมาย           ผมไม่ได้เป็นหมอดูหมอเดาที่ไหน แต่วิเคราะห์จากประสบการณ์และปรากฎการณ์ทางการเมืองที่เห็นอยู่ อ่านแล้วตัดแปะข้าฝาไว้ เชื่อเถอะไม่ผิดจากนี้มากนักหรอก

          The Bourne Ultimatum หรือ ปิดเกมล่าจารชน คนอันตราย ภาพยนตร์แอ๊คชั่นสุดมันในชุด เจสัน บอร์น ตอนที่ 3 ที่ใกล้จะลาโรงชั้นหนึ่งเร็ว ๆ นี้ ดูเหมือนเนื้อหาจะมีความตั้งใจให้มีเพียงแค่นี้ ไม่สร้างภาคต่อ แต่ทำไปทำมาอาจจะไม่เป็นอย่างนั้นเพราะไม่ยอมให้พระเอกสิ้นชื่อไปพร้อมกับกระแสน้ำ

          ผมดูหนังจารชนชุดนี้มาตั้งแต่ภาคแรกแล้วภาวนาว่าเมื่อไหร่ความทรงจำของพระเอกจะกลับคืนเสียที เพราะอยากเห็นเขาเป็นตัวของตัวเองมากกว่าไม่รู้ว่าตัวเอ งเป็นใคร แต่ก็ถึงบางอ้อเมื่อดูมาถึงตอนนี้แล้วความทรงจำของเขากลับคืนมาพร้อมกับคำถามว่า แล้วจะสร้างเจสัน บอร์นภาคต่อไปอย่างไรให้แตกต่างจากหนังจารชนเรื่องอื่นโดยเฉพาะ เจมส์ บอนด์ เจ้าของรหัส 007

         เพราะความแตกต่างของหนังชุดนี้ คือการที่พระเอกถูกไล่ล่าเอาชีวิตตัวเองจากองค์กรราชการลับที่ตัวเองสังกัด ขณะที่หนังชุดอื่นพระเอกคือผู้ภักดีสูงสุดกับองค์กรและเป็นผู้ไล่ล่าผู้ร้ายที่ส่วนหญ่เป็นภัยต่อโลก(อเมริกาและอังกฤษ)

          ความมันของหนังเรื่องนี้ทุกภาค คนที่ได้ดูย่อมไม่ปฏิเสธว่า สุดยอด ตลอดจนเนื้อเรื่องมีหักเหลี่ยมหักมุมให้ชวนติดตามทั้งเรื่องที่ดูไม่เบื่อ ไม่อย่างนั้นคงดูภาคแรกภาคเดียวแล้วเลิก

          ที่สำคัญ ความมันเหล่านั้นไม่เวอร์ ไม่ทำให้พระเอกเก่งประดุจเทวดาจุติลงมาบนโลกมนุษย์เหมือนหนังอย่าง 007

          ความเก่งของพระเอกเจสัน บอร์น ที่รับบทโดยแมท เดม่อน นั้นแน่นอนย่อมเก่งกว่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไป เพราะเขาเป็นพระเอก ที่สำคัญคือความเก่งที่เป็นพรสวรรค์แล้วยังตั้งอยู่บนพื้นฐานของการถูกฝึกฝนอย่างหนักจากองค์กรสืบราชการลับระดับโลกอย่าง ซีไอเอ ที่ต้องเหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไป

           ขณะเดียวกันเขาก็ไม่ยอมให้คนระดับนำในองค์กรอย่าง ซีไอเอ ทำผิดไม่เป็น และการอ้างการทำผิดเพื่อพิทักษ์โลกที่เป็นเหมือนคาถาที่ใช้ได้ผลมาตลอดก็ต้องถึงวันที่ต้องถูกถอดหน้ากากเช่นเดียวกับหนังเรื่องอื่น ๆ

           แต่กว่าหน้ากากจะโผล่ก็เล่นเอาพระเอกของผมสะบักสะบอมย่ำแย่จนเกือบเอาชีวิตไม่รอดไปหลายครั้งเหมือนกัน

          แมท เดม่อน นั้นไม่ใช่พระเอกที่หล่อเลอเลิศอย่างแบรด พิทท์หรือเพียร์ส บรอสแนน แห่ง 007 จึงไม่จำเป็นต้องมีนางเอกหน้าหวานปนเซ็กซี่ที่เปิดนั่นเปิดนี่ยั่วยวนและยั่วน้ำลายคอหนัง ใบปิดหนังจึงไม่จำเป็นต้องเอานางเอกมาขึ้นโฆษณา แค่ขึ้นรูปพระเอกตามด้วยคำว่าเจสัน บอร์น ก็เพียงพอที่จะทำให้คอหนังสายลับซื้อตั๋วเข้าไปดูได้แล้ว

          อยากรู้เหมือนกันว่า จะมีเจสัน บอร์น ภาคต่อไปอีกหรือไม่ เพราะพระเอกยังไม่ตาย ยังสามารถแสดงบทบาทได้อีกว่าเขาตกน้ำแล้วว่ายไปขึ้นฝั่งที่ไหนและทำอะไรต่อไป ซึ่งต้องขึ้นกับผู้ประพันธ์และเขียนเรื่องให้เขา ซึ่งยากว่าจะทำอย่างไรให้เขาแตกต่างจากสายลับคนอื่น

          แมท เดม่อน จะยอมรับบทนี้อีกหรือไม่ เพราะถ้ารับ ภาพลักษณ์ของเขาอาจไม่ต่างจากพระเอกเจมส์บอนด์ ที่ไปเล่นหนังเรื่องไหนก็จะดูว่าเขาเป็นสายลับ 007 อยู่ร่ำไป นับเป็นการบ้านที่ทีมผู้สร้างและตัวเขาต้องคิดหนัก แต่ถ้าสร้างต่อด้วยทีมงานชุดเดิม ผู้เขียนเรื่องละพระเอกคนเดิมผมก็พร้อมที่จะซื้อตั๋วดูต่อ

          ต่างจากการเมืองการทหารเมืองไทยเวลานี้ที่ผมเบื่อคนเล่นที่ไม่สมบทบาทหลายคนเต็มแก่แล้ว อย่าพยายามเล่นและสร้างเรื่องเดิมหรือเรื่องใหม่กันอีกเลย เพราะนอกจากผมจะไม่ซื้อตั๋วดูแล้ว ผมจะออกมาช่วยไล่ให้ลงจากเวทีด้วย